ศิลปวัฒนธรรม
โขนหัวเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคสมัยอยุธยา
“โขนหัวเรือ” (Khon : Ship Figurehead Sculpture) เป็นส่วนประกอบหน้าสุดที่โค้งดั้งเชิดสูงขึ้นเหนือผิวน้ำของเรือ ในอารยธรรมโบราณนิยมประดิษฐ์รูปศิลปะทำเป็นรูปดวงตา รูปสัตว์ รูปบุคคลและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมายศักดิ์สิทธิ์ อารยธรรมอียิปต์และจีนมีความเชื่อว่า ดวงตาของรูปนกหรือเหยี่ยวที่โขนหัวเรือก็คือดวงตาของเรือ เป็นผู้นำทางคอยพิทักษ์สอดส่องพายุร้าย ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย รูปม้าของชาวฟินีเชียนหมายถึงความเร็วในการเดินทางข้ามทะเล

โขนหัวเรือส่วนใหญ่มีพัฒนาการรูปศิลปะเป็นรูปสัตว์และสัตว์ประหลาดอย่างรูปฮิปโปแคม สิงโต หมูป่า รวมทั้งเทพเจ้าสงครามในวัฒนธรรมกรีก รูปงู แคปริคอน นักรบ หงส์และม้าศึกในวัฒนธรรมโรมัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัฒนธรรมไวกิ้งที่นิยมประดับรูปมังกร งูและเสือ บนโขนหัวเรือรบที่โค้งสูงจนดูเด่นเป็นสง่า หรือรูปวีรบุรุษ สาวงาม นางเงือก วัว ปลาโลมา ในงานศิลปะโขนเรือของยุโรปยุคกลางในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 รูปแบบของโขนเรือเดินสมุทรเปลี่ยนแปลงไปตามพื้นที่ใช้สอยด้านหน้าที่ต้องใช้ในการระโยงเชือกใบเรือ ประติมากรรมที่เคยโดดเด่นจึงเริ่มลดขนาดลงมาเป็นรูปศิลปะประดับหน้าเรือที่ได้รับความนิยมมีหลากหลายขึ้น อย่างรูปพระแม่มารีย์ รูปนักบุญ รูปเจ้าหญิง รูปสาวงามเปลือยอก (เพื่อเอาใจเจ้าสมุทร) รูปเทพธิดานางฟ้า รูปเทพเจ้าโบราณ รูปเจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ (จีน) รูปม้วนหนังสือ จนถึงรูปสลักแทนบุคคลสำคัญตามยุคสมัย รูปสัญลักษณ์ประจำชาติของเรือ อย่างรูปสิงโต ม้ายูนิคอร์นและตราพระราชลัญจกรราชวงศ์
ศิลปะโขนเรือพระราชพิธีหรือเรือพระที่นั่ง (Royal barge /Royal Pleasure-Boat) ที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในวัฒนธรรมอินเดียโบราณ เป็นภาพสลักที่โคนเสาประตูตะวันตกฝั่งทิศเหนือของ “มหาสถูปสาญจี” เมืองโภปาล รัฐมัธยมประเทศ ศิลปะสมัยราชวงศ์ศุงคะช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 4 สลักเป็นรูปเรือหลวงพระที่นั่งที่มีโขนเรือเป็นรูป “ตัวกริฟฟินมีปีก” (Winged Griffin) ยกท้ายเป็นรูปหางปลาแบบตัวมกร แสดงเรื่องราวพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากรุงราชคฤห์ (Rajgir) แสดงปาฏิหาริย์ข้ามแม่น้ำคงคาไปรักษาโรคร้ายที่เมืองเวสาลี (Vaishali)

ภาพศิลปะรูปโขนหัวเรือพระที่นั่งที่เก่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือภาพสลักนูนต่ำบนผนังกำแพงมณฑปมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทนครวัด ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นเรื่องราวการล่องเรือในเทศกาลฤดูน้ำหลากที่กรุงทวารกะของพระกฤษณะและพระญาติพระวงศ์ โดยโขนเรือของพระกฤษณะเป็น “รูปคชสีห์” ส่วนโขนหัวเรือของพระมเหสีเป็น “รูปหงส์”ศิลปะโขนหัวเรือในสมัยราชสำนักบายนช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ปรากฏเป็นภาพสลักเรือพระที่นั่งในพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระมเหสีทั้งสองในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคช่วงพิธีน้ำหลากที่ปราสาทบายน และภาพสลักนูนต่ำพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำกองทัพเรือเข้าโจมตีอาณาจักรจามปาที่ปราสาทบันทายฉมาร์ ทั้งสองแสดงภาพโขนเรือรูป "พระกฤษณะปราบนาคกาลียะ" โดยมีเรือประกอบขบวนพระราชพิธีเป็นโขนเรือรูปหัวปักษา (วายุภักษ์ จากรามายณะ, เหราคายการวิก-การเวก)รูปศิลปะโขนเรือพระที่นั่งตามคติ “พระรามาธิบดีผู้เป็นพระอวตารแห่งองค์พระวิษณุผู้ยิ่งใหญ่” ตามแบบราชสำนักเมืองพระนคร ได้ส่งอิทธิพลเข้ามาสู่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เกิดเป็นงานศิลปะโขนหัวเรือรูปแบบใหม่ทั้งรูปพญาอนันตนาคราช ครุฑพ่าห์/ครุฑยุดนาค นารายณ์ทรงสุบรรณ เสนาวานรในวรรณกรรมรามเกียรติ์ รวมทั้งรูปราชสีห์ คชสีห์ เหรา เพิ่มมากขึ้นกว่ายุคเมืองพระนครเดิม

ใน “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์” บันทึกเรื่องโขนเรือและขบวนพยุหยาตราในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ว่า “ศักราช 914 ชวดศก (พ.ศ. 2095) ครั้งนั้นให้แปลงเรือแซเป็นเรือไชยและหัวสัตว์” ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชปรากฏชื่อนาม “เรือพระที่นั่งสุพรรณวิมานนาวา” ในครั้งเสด็จฯ ไปเมืองเพชรบุรีและสามร้อยยอด
ในสมัยพระเจ้าปราสาททองมีการสร้าง “เรือพระที่นั่งกิ่ง” (เรือที่มีความสำคัญสูงสุด) เพื่อตั้งเครื่องถวายผ้าพระกฐินในพยุหยาตราทางสถลมารค (บก) พร้อมเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ (หัวโขนรูปหงส์) เรือพระที่นั่งสุพรรณวิมานนาวาและเรือมหานาวาท้ายรถ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ปรากฏหลักฐานภาพวาดชื่อนามเรือและการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคทั้งเพื่อการเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองลพบุรี ขบวนเรือรับพระราชทูตและการถวายผ้าพระกฐินหลวงแบ่งเป็น “กลุ่มเรือพระที่นั่ง” (เรือบัลลังก์ / เรือทรง) รูปหงส์ รูปนาค 7 เศียร รูปนาคหลายเศียร “กลุ่มเรือเหล่าแสนยากร/โขนหัวเรือรูปสัตว์” อย่างรูปครุฑ รูปวานร รูปอสุรกาย/ครึ่งยักษ์ครึ่งนก “กลุ่มเรือพิฆาต” (โขนหัวเรือรูปเสือ) “กลุ่มเรือกราบ” (หัวเรือเชิดขึ้นเหนือน้ำหลายแบบ ไม่มีรูปสัตว์ ประกอบด้วย เรือกราบกัญญา/เรือนยอดมณฑป (ที่ประทับหรือที่นั่งมีหลังคาอยู่บริเวณกลางลำเรือ/สำหรับเจ้านายสตรี) เรือดั้ง, เรือแซง, เรือกลอง, เรือคู่ชัก, เรืออีเหลือ, เรือแตงโมและเรือหัวเรียบสลักลวดลาย)
มีชื่อนามของแต่ละกลุ่มเรือ อย่างเรือพระที่นั่งกิ่งได้แก่เรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย เรือพระที่นั่งชลพิมานไชย ตรงกลางตั้งบัลลังก์บุษบก เรือไกรสรมุข เรือพระที่นั่งไกรสรมาศ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ (หัวนาค) เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ (หัวหงส์) เรือพระที่นั่งอลงกตนาวา เรือพระที่นั่งพระครุฑพาหะ (หัวครุฑ) เรือพระที่นั่งชลวิมานกาญจนบวรนาวา เรือพระที่นั่งนพรัตนพิมานกาญจนอลงกตมหานาวาเอกชัย เรือพระที่นั่งจิตรพิมานกาญจนมณีศรีสมรรถชัย เรือพระที่นั่งศรีสามาถไชยลำทรงหมื่น เรือนาคราช (หัวนาค) เรือนาควาสุกรี (หัวนาค) เรือพระที่นั่งชลวิมารไชย เรือพระที่นั่งไกรษรมาศ เรือพระที่นั่งศรีพิมารไชย เรือทรงพระเทวกรรม เรือพระที่นั่งไกรแก้วจักรรัตทรงพระไชยวัฒน์ เรือพระที่นั่งษรพรหมไชย เรือไชยบวรสวัสดิ์ เรือไชยรัตรพิมาน เรือพระที่นั่งไกรษรมุขรอง เรือพระที่นั่งศรีสุนทรไชย เรือพระที่นั่งไกรษรจักร เรือเอกะไชยเหินหาว เรือเอกะไชยหลาวทอง เรือพระที่นั่งเอกะไชยพื้นแดงกรมพระวังบวร เรือพระที่นั่งเอกะไชยพื้นดำเจ้าต่างกรม เรือม้าน้ำ เรือเลียงผา เรือประตูคู่ เรือกราบ เรือเสือทะยานชล (เรือพิฆาตหัวเสือ) เรือเสือคำรณสินธุ์ (เรือพิฆาตหัวเสือ) เรือแซจระเข้คะนองน้ำ เรือกราบ เรือกลองแขก เรือสาง/เรือชาญชลสินธุ์และคำแหงหาญ
เรือกิเลนลอยบนสินธุ์ เรือกิเลนลินลาสมุทร เรือมกรจำแลง เรือมกรแผลงฤทธิ์ เรือเหราสินธุลอยล่อง เรือเหราท่องทางสมุทร เรือโตขมังคลื่น เรือโตฝืน เรือคฤห์อสุรวายุภักษ์ (หัวอสูรตัวนก) เรืออสุรปักษีสมุทร (หัวอสูรตัวนก) เรือพาลีมล้างทวีป (หัวรูปพาลีกายเขียว) เรือสุครีพครองเมือง (หัวรูปสุครีพกายแดง) เรือกระบี่ปราบเมืองมาร (หนุมานกายสีขาว), เรือกระบี่ราญรอนราพ (วานรกายสีดำ) เรือคฤห์ครุฑเหินเห็จ (หัวครุฑกายสีแดง) เรือครุฑเตร็จไตรจักร (หัวครุฑกายสีชมพู) เรือเอกไชยเหินหาว เรือเอกไชยหลาวทอง เรือศรีสุนทรไชย ตั้งบุษบกอัญเชิญผ้าไตรกฐิน เรือกลอง เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณ เรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงส์ เรือเหราข้ามสมุทร เรือพระที่นั่งครุฑน้อย หมู่เรือกราบกัญญา เรือขององครักษ์กรมช่าง เรือประตูหลัง เรือตั้งพระ เรือพระกลดคันยาวทรงเทริด เรือรองขนดเชือก เรือแสงสรรพยุทธ เรือตาร้าย หมู่เรือเจ้าต่างกรมเป็นเรือกราบกัญญามีเรือของข้าราชบริพาร แห่ตามเสด็จ เป็นเรือประเภทต่างๆ ประกอบในริ้วขบวนทั้งเรือดั้ง เรือกัน/ขโมด เรือไชย เรือรูปสัตว์ เรือพิฆาต/เรือแซและเรือขนานรวมกว่า 90 ลำ
บันทึกของ “นิโกลาส์ แชร์แวส” (Nicolas Gervaise) ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2224 – 2229 บรรยายขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้ว่า “…การจัดตั้งริ้วขบวนน่าดูมาก มีเรือมากกว่า 250 ลำจอดเรียงรายอยู่เป็นระยะทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ ในจำนวนนี้มี 20 หรือ 30 ลำ นำหน้าเรือพระที่นั่งทรงเป็นคู่ๆ เรือพระที่นั่งนั้นใช้ฝีพายพวกแขนแดงซึ่งมีความชำนาญมากและได้รับเลือกเฟ้นมาเป็นพิเศษ ทุกคนสวมหมวก เสื้อเกราะ ปลอกเข่าและปลอกแขนทำด้วยทองคำทั้งสิ้น พายพร้อมกันเป็นจังหวะ ประสานกับเพลงประโคมที่เห่ยกอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน ...พระวิสูตรเรือพระที่นั่งทรงนั้นประดับด้วยอัญมณีอันมีค่าและบนยกพื้นนั้นปูลาดด้วยพรมอย่างดีที่นำมาจากต่างประเทศทางตะวันออก มีขุนนางหนุ่มหกคนหมอบเฝ้าอยู่เป็นประจำ ที่ตรงท้ายเรือมีบังสูรย์ปักไว้เป็นสำคัญ เพื่อให้เป็นที่สังเกตว่าผิดจากลำอื่นๆ มีเรืออีก 2 ลำ ซึ่งใหญ่โตและงดงามเสมอกันแล่นขนาบข้างไป เขาเรียกว่า “เรือแซงรักษาพระองค์” และอีก 2 ลำซึ่งไม่ใหญ่โตและงดงามเท่ากับสองลำแรก แต่ปิดพระวิสูตรลงหมดทุกด้านแล่นตามมา เพราะลางทีพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จเสวยพระสุธารสหรือพระกระยาหาร ...เรือทาทองอีก 50 ลำรูปพรรณต่างๆ กัน แต่ก็งดงามไม่แพ้กันตามเสด็จฯ ไปอย่างมีระเบียบ ...มีอยู่ราว 10 หรือ 12 ลำที่อยู่ใกล้เรือพระที่นั่งเท่านั้นที่มีผู้คนลงมาเต็มลำ มีเรือทรงของพระราชบุตร เรือของพวกเสนาบดีผู้ใหญ่และขุนนางคนสำคัญ วันพระราชพิธีจะมีเรือแบบต่างๆ รวมกันถึงสองร้อยกว่าลำ ซึ่งเป็นเรือที่ไม่สู้จะงดงามเท่าใดนักถึงจะใหญ่โตและมีรูปพรรณอย่างเดียวกัน แต่แล่นไปได้รวดเร็วเสมอ...เรือกัญญาเป็นของพวกผู้หญิงมีสกุล แตกต่างจากเรือของพวกข้าราชการ เพียงกั้นเรือนยอดเสียทุกด้านเท่านั้นใช้หญิงทาสเป็นฝีพาย…”
สอดรับรูปวาดในหนังสือ “Voyage de Siam, des peres jesuites, envoyez par le roy aux Indes & à la Chine” ของ “บาทหลวงกีย์ ตาชารด์” (Guy Tachard) และ “Usages Du Royaume de siam: cartes, plans et vues en” ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2231 ที่แสดงรูปกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่จัดขึ้นเพื่อการต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่มีกระบวนเรือพระที่นั่งรูปพญานาคเจ็ดเศียร (อนันตนาคราช) เรือหัวดั้งและเรือหัวครุฑ ? และภาพพิมพ์กัดกรดระบายสีน้ำ แสดงรูปกระบวนเรือในแม่น้ำที่มีเรือหัวสัตว์และเรือหัวดั้งในขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จฯ ไปยังเมืองลพบุรี โดย Franz Xaver Habermann, View of Siam, (2264-2339) ภาพวาดของ "ควินท์ ล็อกซ์" (Quint Lox) ตีพิมพ์ใน Royal vessel with 120 rowers to Siam, Thailand, Jan Luyken, Aart Dircksz Oossaan ในปี พ.ศ. 2230 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันภาพนี้เป็นที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Rijksmuseum ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แสดงภาพงานพระเมรุมาศของพระเจ้าปราสาททอง ในช่วงปี พ.ศ. 2199-2200 ที่มีรูปปราสาทยอดสูงใหญ่ (พระเมรุมาศ) เป็นประธานกลางวงรั้วล้อมขนาดใหญ่ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงประกอบภาพกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค นำพระบรมอัฐิใส่พระโกฐจากพระเมรุมาศ ไปบรรจุที่วัดพระศรีสรรเพชญและนำส่วนหนึ่งไปลอยพระอังคารที่หน้าวัดไชยวัฒนาราม
ในบทพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของ “เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์” หรือ “เจ้าฟ้ากุ้ง” พระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้บรรยายถึงเรือพระที่นั่งและเรือต่างๆ ที่เข้าริ้วกระบวน ประกอบด้วย “เรือต้น” ซึ่งเป็นเรือกิ่ง 1 มีอยู่ 4 ลำ เรือครุฑ เรือหงส์ เรือศรีสมรรถไชยและเรือไกรสรมุข “เรือชัย/ไชย” และ “เรือเหล่าแสนยากร” ซึ่งเป็นเรือโขนรูปสัตว์ ประกอบด้วยเรือราชสีห์ใหญ่ เรือราชสีห์น้อย เรือคชสีห์ใหญ่ เรือคชสีห์น้อย เรือม้า เรือสิงห์ เรือนาค เรือมังกร เรือเลียงผาและเรือนกอินทรี ใน “เอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า” ปรากฏชื่อเรือพระที่นั่งที่มีการตั้งบุษบกที่กลางลำ ได้แก่ เรือทินครุฑ ศีรษะครุฑ (มงคลสุบรรณ์) เรือทินหงส์ ศีรษะหงส์ (สุพรรณหงส์) เรือทินกิ่ง (ที่นั่งกิ่ง) โขนลายกนก เรือเอกไชย เรือทองขวานฟ้า/ทองแขวนฟ้า เรือพระที่นั่งไกรสรมุกขมรธุช เรือนาคเถร/นาคเหรา (โขนรูปนาค) เรือนาคาสุกรี (โขนรูปนาค)เรือประกอบในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคที่ค่อนข้างละเอียดในสมัยอยุธยา ปรากฏในเรื่อง “ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง” ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2340 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ปรากฏชื่อเรือและตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ทั้งเรือเสือ/เรือพิฆาต 6 ลำ เรือพวกมอญ 4 ลำ ประกอบด้วยเรือแซศักดิ์บวเรศ เรือแซสรสินธุ์ เรือพิพัฒชล เรืออนันตสมุทร เรือของพระยาโชฎึก 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซบวรวารี เรือแซศรีสมุทร เรือแซสินธุ์สวัสดิ์ เรือแซพิพัฒสาคร เรือแซไชยาน เรือแซจบสาคร ตามด้วย เรือไชย 22 ลำ เรือรูปสัตว์ ประกอบด้วย เรือคชสีห์น้อย เรือคชสีห์ใหญ่ เรือราชสีห์น้อย เรือราชสีห์ใหญ่ เรือประตูใช้ เรือหัวม้าประกอบด้วยเรือวรชุนไชยชาติและเรือระวังราชริปู เรืออังหมะ เรือราชสุรพิมาน เรือสินธุปักษี เรืออินทรีย์ทิพย์ เรือวิคาลัย เรือรำไพบิน เรือว่องวิ่งวารี เรือศรีสุชลธี เรือพวกอาสา 6 เหล่า ประกอบด้วยเรือนหัวนก เรือกิเลน เรือทักทอประกอบด้วยเรือศรสำแดงฤทธิ์ เรือสิทธิกำแหง เรือโต เรือโตมหรรณพ เรือโตจบภพไตร เรือนาคาอุรคราช เรือนาคนายก เรือนาคเหราราช เรือนาควาสุกรี เรือประตูประกอบด้วยเรือไชยสวัสดิ์ เรือไชยรัตนพิมาน เรือกิ่งของกรมตำรวจ 4 คู่และเรือตั้ง 5 ลำ ประกอบด้วยเรือชลพิมานไชย เรือไกรสรมาศ เรือศรีพิมานไชย เรือไกรจักรรัตนทรงพระเทวกรรม เรือศรพรหมไชยทรงพระชัย
เรือพระที่นั่งประกอบด้วยเรือพระที่นั่งเหมพิมานบรรยงก์ เรือพระที่นั่งไกรสรมุข เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ ปิดขบวนเรือทรงคือเรือศรีสุนทร เรือไกรสรจักร เรือกันซึ่งใช้เรือโขมดยา ประกอบด้วยเรือของเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งซ้าย-ขวา เรือของกองอาสาวิเศษซ้าย-ขวา เรือตำรวจใหญ่ซ้าย-ขวา เรือตำรวจในซ้าย-ขวา เรือทองแขวนฟ้าของบ้านโพเรียง คู่กับเรือทองแขวนฟ้าของบ้านใหม่ เรือเหินหาวคู่กับเรือหลาวทอง เรือเอกไชยของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เรือไชยของพระเจ้าลูกเธอและพระองค์เจ้าต่างกรม เรือขบวนคู่คือเรือมังกร เรือเตร็จไตรภพ เรือจบจักรพาล เรือนาคคือเรือนาคจักรธาธร เรือนาคถบองรัตน์ เรือโตคือ เรือกำแหงอาทิตย์ เรือโตฤทธิ์ไชยเดโช เรือมหิศโรรังราช เรือเลียงผา เป็นเรือประตูคือ เรือราชดุรงค์ ตามด้วยริ้วเรือแซ เป็นคู่ๆ ของพวกตำรวจและขุนนาง ขุน พัน ตามลำดับ ปิดด้วยเรือพิฆาต 2 คู่ ของตำรวจนอก และตำรวจใน รวมเรือพิฆาตในกระบวนแล้ว มีประมาณ 100 ลำ
ส่วนรูปประติมากรรมหัวโขนเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยังคงเหลือมาจนถึงในปัจจุบัน เป็นหัวโขนเรือสลักไม้รูป “พญาครุฑพ่าห์” งมได้จากแม่น้ำลพบุรี ใกล้กับอู่เรือหลวงเรือพระที่นั่ง คลองคูไม้ร้อง ตรงข้ามพระราชวังหลวง ศิลปะแบบปราสาททอง ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา ชิ้นส่วนหัวโขนเรือรูปม้าใหญ่ (เรือประตูชั้นนอกหน้า) จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม และโขนเรือรูปหนุมาน (เรือกระบี่) อีกชิ้นหนึ่ง ที่ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของภาคเอกชน
วรณัย พงศาชลากร – เรื่อง
วรณัย พงศาชลากร – ภาพ
26 ตุลาคม 2569
วรณัย พงศาชลากร – ภาพ
26 ตุลาคม 2569