ศิลปวัฒนธรรม
เลนส์และเรือ
ทุกครั้งที่มีการจัดขบวนเรือพระราชพิธี ผมมักจะเตรียมกล้องคู่ใจและออกเดินทางไปยังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะรู้ดีว่าภาพที่กำลังจะได้เห็นนั้นอาจเป็นภาพที่เคยพบเห็นมาแล้วหลายครั้ง แต่ความรู้สึกกลับไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง
นคเรศ ธีระคำศรี เรื่องและภาพ
ทุกครั้งที่มีการจัดขบวนเรือพระราชพิธี ผมมักจะเตรียมกล้องคู่ใจและออกเดินทางไปยังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เช้าตรู่ แม้จะรู้ดีว่าภาพที่กำลังจะได้เห็นนั้นอาจเป็นภาพที่เคยพบเห็นมาแล้วหลายครั้ง แต่ความรู้สึกกลับไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง สำหรับผมในฐานะช่างภาพ การได้ยืนอยู่ริมสายน้ำและเฝ้ารอขบวนเรือที่กำลังเคลื่อนเข้ามา คือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความหมาย
ผู้คนค่อย ๆ ทยอยมาจับจองพื้นที่ เสียงพูดคุยของพวกเขา และเสียงของเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลความเรียบร้อย ค่อย ๆ ผสมผสานไปกับบรรยากาศของแม่น้ำที่ดูสงบนิ่ง ผมยกกล้องขึ้นตรวจสอบการตั้งค่า เตรียมเลนส์ให้พร้อม และเฝ้ามองผืนน้ำอยู่เป็นระยะ ราวกับรู้ว่าช่วงเวลาสำคัญกำลังใกล้เข้ามา
เมื่อขบวนเรือพระราชพิธีปรากฏขึ้นในระยะสายตา ความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไปทันที เรือแต่ละลำเคลื่อนตัวอย่างพร้อมเพรียงไปตามจังหวะของฝีพาย ความสง่างามของเรือพระราชพิธีที่ประดับประดาอย่างวิจิตรสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ ประกอบกับเสียงเห่เรือที่ก้องไปตามลำน้ำ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงราวกับทุกคนกำลังหยุดเพื่อจดจำช่วงเวลานั้นไว้
ในวินาทีนั้น หน้าที่ของผมคือการพยายามบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านช่องมองภาพ ทั้งภาพของเรือที่กำลังเคลื่อนผ่าน ภาพฝีพายที่ขยับพายอย่างพร้อมเพรียง ภาพผู้คนริมสองฝั่งที่เฝ้ามองด้วยความสนใจ รวมถึงแสงและเงาที่เปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะของสายน้ำ ผมกดชัตเตอร์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะรู้ดีว่าช่วงเวลาบางอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที และอาจไม่มีโอกาสให้ย้อนกลับไปถ่ายใหม่อีกแม้ขบวนเรือจะเคลื่อนผ่านไปแล้ว แต่ผมยังคงยืนมองสายน้ำต่ออีกสักพัก ภาพที่เพิ่งผ่านสายตายังคงอยู่ในความทรงจำ ทุกครั้งที่กลับมาชมขบวนเรือพระราชพิธี ผมพบว่าตัวเองไม่ได้เพียงมาถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสบรรยากาศ ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่คู่กับสายน้ำเจ้าพระยา
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยังคงกลับมาในทุกครั้งที่มีงาน คือความรู้สึกว่าไม่มีการชมขบวนเรือพระราชพิธีครั้งใดเหมือนกันเลย แสงของวันนั้น ผู้คนที่อยู่รอบตัว จังหวะของสายน้ำ และภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า ล้วนเป็นรายละเอียดเฉพาะของช่วงเวลานั้น ๆ กล้องจึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับบันทึกภาพ แต่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยเก็บความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้เรือพระราชพิธีคือเรื่องราวที่ไหลไปกับสายน้ำ แต่สำหรับช่างภาพคนหนึ่ง ภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้มีเพียง “ขบวนเรือ” เท่านั้นผมยกกล้องขึ้น เตรียมเลนส์ และรอจังหวะที่สำคัญที่สุดเพราะสำหรับผม นี่คือเรื่องราวของงประวัติศาสตร์ที่สืบต่อไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป เรือพระราชพิธีแต่ละลำมีเรื่องราวของตัวเอง



“เรือสุพรรณหงส์” เคลื่อนผ่านอย่างสง่างาม ลำเรือสีทองสะท้อนกับแสงแดด รูปหงส์ที่หัวเรือดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวไปพร้อมกับสายน้ำ ผมกดชัตเตอร์อย่างต่อเนื่องด้วยความตั้งใจ ก่อนจะเปลี่ยนมุมมองไปยังฝีพายที่กำลังออกแรงอย่างพร้อมเพรียง
ภาพหนึ่งภาพจึงไม่ได้บันทึกเพียงความงามของเรือ แต่บันทึก “คน” ที่ทำให้เรือลำนั้นมีชีวิต ไปตามท่วงทำนองของบทแห่เรือที่คลอเสียงให้จังหวะถัดมาในสายตาของผมคือ “เรืออนันตนาคราช” เส้นสายของพญานาคทอดยาวไปตามลำเรือ รายละเอียดประดับตกแต่งเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้เพียงชั่วขณะ กลายผมต้องอาศัยทั้งความเร็วและความแม่นยำในการจับภาพ ผมไม่ได้มองเพียงด้วยตา แต่ต้องมองผ่านช่องมองภาพ เลือกจังหวะ เลือกแสง เลือกองค์ประกอบ และเลือกว่าจะเก็บ “ช่วงเวลาใด” ไว้ให้คงอยู่ต่อไป
เมื่อขบวนเคลื่อนต่อ “เรืออสุรปักษี” ปรากฏขึ้นท่ามกลางเรือลำอื่น รูปทรงและงานประดับทำให้ภาพมีความแตกต่างออกไป ช่างภาพลดกล้องลงชั่วครู่ มองขบวนทั้งหมดแล้วจึงยกกล้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมไม่ได้ถ่ายเรือลำเดียว ผมถ่าย “ความสัมพันธ์ของเรือทุกลำ” เรือพระที่นั่งอยู่ตรงกลาง เรือรูปสัตว์และเรือในริ้วกระบวนขนาบข้าง ฝีพายหลายร้อยชีวิตเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกัน และเหนือทั้งหมดนั้นคือแม่น้ำเจ้าพระยา



ภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนภาพวาดขนาดใหญ่บนผืนน้ำ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้มีเรือเข้าร่วมถึง 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้วขบวน ความยาวประมาณ 1,200 เมตร และใช้กำลังพลประจำเรือรวมประมาณ 2,200 นาย
แต่สำหรับช่างภาพ ตัวเลขเหล่านั้นไม่เคยปรากฏอยู่ในช่องมองภาพ สิ่งที่ผมเห็นคือฝีพายคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าพร้อมจังหวะพาย คือหยดน้ำที่กระเซ็นจากใบพาย คือแสงแดดที่ตกกระทบสีทองของหัวเรือ และคือช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เรือทั้งขบวนเรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบ บางครั้งผมต้องถ่ายจากระยะไกล เพื่อให้เห็นขบวนทั้งหมด บางครั้งต้องใช้เลนส์ยาวเพื่อเก็บรายละเอียดบนหัวเรือ และบางครั้งก็ต้องรออย่างอดทนเพียงเพื่อให้ได้ภาพหนึ่งภาพที่เขารู้สึกว่า “ใช่”


สำหรับผม เรือพระราชพิธีจึงไม่ได้มีเพียงลำเดียว ทุกลำคือเรื่องหนึ่งเรื่อง สุพรรณหงส์เล่าเรื่องความสง่างาม อนันตนาคราชเล่าเรื่องตำนานและศิลปะ อสุรปักษีเล่าเรื่องรูปแบบและจินตนาการของช่าง เรือแต่ละลำมีรูปลักษณ์แตกต่างกัน แต่เมื่อรวมกันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่บนสายน้ำและเมื่อขบวนเรือค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป ช่างภาพยังคงยืนอยู่ริมฝั่ง เสียงฝีพายค่อย ๆ เบาลง เรือเล็กลงจนกลายเป็นจุดสีทองบนเส้นขอบฟ้า ผมลดกล้องลง เปิดดูภาพที่เพิ่งบันทึกไว้ทีละภาพ บางภาพอาจสั่น บางภาพอาจไม่ได้อย่างที่คิด บางภาพอาจมีแสงไม่สมบูรณ์ แต่ภาพเหล่านั้นมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน มันคือหลักฐานว่า ผมเคยยืนอยู่ตรงนั้น เคยเห็นเรือเหล่านั้นผ่านหน้า เคยได้ยินเสียงฝีพายกระทบสายน้ำ ได้ยินเสียงการเห่เรือที่เพราะพริ้งสะท้อนไปทั่วคุ้งน้ำ และเคยกดชัตเตอร์เพื่อทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ เหล่านั้นไม่หายไปกับกระแสน้ำ เพราะหน้าที่ของช่างภาพอาจไม่ใช่เพียงการถ่ายให้ “สวยที่สุด” แต่อาจเป็นการทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นในวันนั้น ได้เห็นสิ่งที่ผมเคยเห็นผ่านภาพถ่ายหนึ่งภาพ
และนั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงกลับมาริมแม่น้ำทุกครั้งที่มีขบวนเรือพระราชพิธี เพื่อพบกับเรือลำเดิมในมุมที่ไม่เคยเหมือนเดิม เพื่อรอภาพใหม่จากสายน้ำสายเดิม และเพื่อบันทึกเรื่องราวของเรือแต่ละลำไว้ในความทรงจำตลอดไป

นคเรศ ธีระคำศรี – เรื่อง
นคเรศ ธีระคำศรี – ภาพ
15 ตุลาคม 2569
นคเรศ ธีระคำศรี – ภาพ
15 ตุลาคม 2569