ลิบง ที่ตรงนี้มอบแด่เจ้าพะยูน
อริสรา พุทธวงษ์ เรื่อง สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ

เป็นเวลาร่วม 7 ปี มาแล้ว เกาะลิบงอยู่ในภาพจำของคนไทยทั้งประเทศในฐานะของบ้านที่เหมาะสมสำหรับการดูแลเจ้ามาเรียม ลูกพะยูนตัวน้อยที่พลัดหลงกับแม่แท้ ๆ ร้อยกว่าวันแห่งความทรงจำ เจ้ามาเรียมน้อยก็ได้จากเกาะลิบงไปเป็นการถาวร มาเรียมไม่ได้ทิ้งไว้แค่เรื่องราวให้คิดถึง ลูกพะยูนน้อยทิ้งแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับมามองทะเลอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องบ้านของเหล่าพะยูน และขยะในทะเลที่เป็นปัญหาใหญ่ สำหรับคนลิบง ตรงนี้คือบ้านของพวกเขา เป็นบ้านของพะยูน และเป็นบ้านของสัตว์ทะเลตัวเล็ก ๆ ตัวน้อยอีกมากมายที่อาศัยอยู่ร่วมกันในผืนน้ำเดียวกันมาเป็นเวลานาน
จนวันหนึ่งพวกเขารู้สึกถึงเพื่อนบ้านที่ค่อย ๆ หายไป ก่อนที่คนนอกจะสังเกตได้ทัน พะยูนเริ่มหายไปพร้อม ๆ กับ หอยชักตีนที่เคยหาเก็บได้ง่าย ๆ ตามหาดโคลน ในวันนั้นเองทุกคนรู้ว่าบ้านกำลังเผชิญกับปัญหา
ปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ปัญหาที่ทุกคนควรร่วมกันแก้ไขเพราะทะเลไม่ใช่ของใครคนเดียว ทะเลคือบ้านของชีวิตอีกมากมาย สำหรับคนลิบง บ้านหลังนี้ยังไม่เคยถูกละทิ้ง พวกเขายังช่วยกันดูแล ราวกับกำลังทำบ้านรอให้พะยูนตัวอื่น ๆ ได้กลับมาอยู่อีกครั้งอย่างปลอดภัย

เช้ามืดวันหนึ่งเราลุกจากที่นอนอย่างมีนัยสำคัญ แสงแรกของวันเริ่มแตะขอบฟ้าเป็นเวลาเดียวกันกับเสียงเครื่องยนต์ของเรือที่ออกจากท่าเรือบ้านพร้าว ด่านหน้าของเกาะลิบงสำหรับนักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่จุดหมายอยู่ตรงบริเวณแหลมจูโหย ที่อยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์น้ำเกาะลิบง น้ำทะเลกำลังลง ซึ่งทำให้บางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำสีครามปรากฏขึ้นบนผืนทรายที่มีหญ้าทะเลต้นเล็ก ๆ คลุมอยู่อย่างจาง ๆ มีร่องรอยบางอย่างฝากไว้ มันไม่ใช่รอยเท้าคนแต่เป็นรอยทางที่ลากผ่านพื้นทราย เคยทำอะไรสักอย่างกับตรงนี้แล้วก็เคลื่อนหายไปร่องรอยนั้นคือหลักฐานของการเข้ามากินหญ้าทะเลของพะยูนที่เราตามหาเท่าไรก็ไม่เจอตัวสักที
“หญ้าทะเลเนี่ยมันดีอย่าง คือมันมีเหง้า พอมันกินเสร็จ ประมาณหนึ่งอาทิตย์มันก็จะแผ่ออกเหมือนเดิม ใบมันก็จะเขียวสด แล้วทีนี้มันก็จะกลับมาใหม่” พี่ฉัตร หรือจ๊ะฉัตร-ทิพย์อุสา แสงสว่าง หนึ่งในกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงว่า พลางใช้มือกวาดไปตามร่องรอยบนผืนทราย

ในอดีตบริเวณนี้มีหญ้าทะเลเคยปกคลุมแน่นขนัดราวกับสนามฟุตบอลแต่ตอนนี้กลับเบาบางแม้พี่ฉัตรจะบอกว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วก็ตาม นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพะยูนถึงหายหน้าหายตาไปจากบริเวณเกาะลิบง ทั้ง ๆ ที่เดิมทีย้อนไปหลายสิบปีที่แล้วแค่ชาวบ้านออกเรือมาหาปลาก็เจอพวกมันเป็นฝูง คนจากชุมชนเกาะลิบงพยายามถึงขั้นทำ “คอกธรรมชาติ” ล้อมบริเวณหญ้าทะเลที่ขึ้นหนาแน่น เพื่อกันพื้นที่ให้มันได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ สัตว์ชนิดอื่นที่เข้ามากินหญ้าทะเลด้วยก็คือเต่า ตอนแรกเราก็เข้าใจว่ามันมาแย่งอาหารพะยูน แต่เปล่าเลย เพราะในธรรมชาติหญ้าทะเลมีน้อยลงต่างหากที่ทำให้อาหารของสัตว์ทะเลมีไม่เพียงพอจนสัตว์ทุกตัวก็ต้องปรับตัว ถึงขั้นไม่สามารถเลือกกินได้เหมือนเมื่อก่อน พี่ฉัตรเล่าว่า หญ้าทะเลที่เคยมีความหลากหลายนับสิบชนิด วันนี้เหลือให้เห็นชัดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ทำให้พืชหายไป แต่ส่งผลต่อการหายไปของพะยูน
เธอย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการเดินเหยียบย้ำของคนบนเกาะ หากแต่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ในพื้นที่รอบข้าง โดยเฉพาะตะกอนดินที่เกิดจากการขุดลอกและถูกพัดพามาทับถมบริเวณแหล่งหญ้าทะเล จนมันฟื้นตัวไม่ทันและตายในที่สุด
สปีดโบตคือเรือเอเลียน เป็นกฎห้ามหลักของลิบง แม้มันจะสะดวกสบายและรวดเร็ว แต่มันเป็นการรบกวนพะยูนมากเกินไป การเก็บหอยที่เมื่อก่อนเก็บเท่าไรก็ไม่หมด บัดนี้มันเหลือน้อยลงก็ต้องมีกติกาเพื่อให้ยังสามารถเก็บหอยได้ต่อไปในอนาคต เราเห็นหญ้าทะเลเวลาที่น้ำลดลง แต่เรากลับเห็นฝูงนกยามน้ำขึ้น พวกมันเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน ออกหากินอยู่บนสันดอนที่โผล่พ้นผืนน้ำทะเล และเมื่อทะเลค่อย ๆ ลดถอย กลุ่มนกก็แตกฝูง แยกย้ายออกไปหาอาหารที่กระจายอยู่ตามหาดเลนกว้างไกล ไม่ไกลจากแหลมจูโหยอันมีแหล่งหญ้าทะเลอันโอชะของพะยูน มีหาดตูบ หนึ่งในบริเวณที่ฝูงนกอพยพมาเข้ามาให้เห็นมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากฝูงนกอพยพในฤดูหนาวที่นี่ยังมีนกชายเลนพื้นถิ่นที่ใช้พื้นที่นี้เป็นบ้านประจำ
เป็นเวลาหลายวันแล้วที่เรายังคงออกเรือเพื่อตามหาพะยูนสักตัว ทั้งตอนน้ำขึ้นและตอนน้ำลง ในขณะที่เราหย่อนเบ็ดใช้เหยื่อที่มีสีสันแสบตาล่อหมึก บนฟากฟ้าก็จะมีเงานกโฉบบินผ่านไปมา
แทบทุกคนบนเกาะมักพูดกับเราว่า ถ้าใครตั้งใจไปหา ส่วนใหญ่มักไม่เจอ แต่คนที่แค่ออกเรือไปเที่ยวเล่นเฉย ๆ กลับบังเอิญได้เห็นมันโผล่ขึ้นข้างเรือ ราวกับว่าพะยูนเองก็เลือกจะปรากฏตัวในตอนที่เราไม่ได้คาดหวัง บังกระดาษ เจ้าของเพจเที่ยวตรังกับบังกระดาษ บินโดรนขึ้นช่วยเหลือเราเพื่อตามหา“มันขึ้นมาหายใจทุก 5 นาที” เขาบอกกับเราอย่างมั่นใจในพฤติกรรมของมัน พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และใช้ปอดในการหายใจ มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 200 ถึง 900 กิโลกรัม โดยปกติมันจะออกหากินในช่วงเวลาน้ำขึ้น มันจะกินหญ้าทะเลและโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำทุก 2-5 นาที ขณะที่เวลาน้ำลงมันจะอยู่บริเวณร่องน้ำ เวลากินจะใช้ครีบอกและปากดุนพื้นทรายไถไปเรื่อย ๆ จนเห็นเป็นทาง ซึ่งคล้ายกับการไถพรวนดิน เวลามันขับถ่ายก็มีส่วนช่วยให้หญ้าทะเลได้เติบโตและแผ่ขยายออกไป เมื่อมีหญ้าทะเล สิ่งมีชีวิตอื่นก็จะตามมา และส่งผลดีออกไปเป็นทอด ๆ สัตว์ทะเลหน้าดินจะเข้ามาอาศัย นกก็จะหากิน และชาวประมงก็จะจับสัตว์ทะเลในบริเวณนั้นได้

จากทะเลขึ้นเกาะเราจะเห็นแนวป่าโกงกางทอดแนวยาวล้อมชายฝั่งที่มีท่าเรือบ้านพร้าวในโซนหมู่บ้านโคกสะท้อนอันเป็นด่านแรกของเกาะลิบง ถัดไปทางฝั่งทิศตะวันตกเป็นโซนหาดทรายละเอียด มีที่พักประเภทรีสอร์ตเรียงราย ขณะที่ฝั่งตะวันออกของเกาะคือบ้านบาตูปูเต๊ะ ชุมชนใหญ่ของผู้คนบนลิบงที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเกาะของลิบงไว้ ตัวหมู่บ้านบาตูปูเต๊ะ หรือโซนที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หน้าบ้าน” มีร้านอาหาร ร้านขายของเปิดตั้งแต่เช้าจรดเย็น รวมถึงโฮมสเตย์หลายหลังรองรับนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของลิบงอย่างใกล้ชิด ริมฝั่งด้านตะวันออกของหมู่บ้าน ก่อนถึงมัสยิด มีสะพานคอนกรีตทอดยาวออกไปกลางทะเล ปลายสุดของสะพานเป็นหอคอยสูงที่ใช้มองวิถีสัตว์น้ำ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “หอชมพะยูน” หอชมพะยูนคือจุดชมพะยูนจากมุมสูง และหากมองออกไปในแนวเดียวกันกับหมู่บ้านจะเห็นเขาบาตูปูเต๊ะตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล เป็นเขาที่ปีนขึ้นไปจะเห็นทะเลกว้างไกลและเป็นจุดชมพะยูนที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้กับเกาะลิบง นอกจากนั้น ตัวสะพานแห่งยังเป็นจุดที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้ลงเรือออกหาปลาในช่วงน้ำขึ้นรอบแรกของวัน ก่อนจะกลับเข้าฝั่งอีกครั้งเมื่อน้ำขึ้นรอบถัดไป จากนั้นวัตถุดิบที่หาได้จะถูกลำเลียงต่อไปยังร้านอาหารและที่พักต่าง ๆ บนเกาะ

หนึ่งในนั้นคือ “จ๊ะไหน ซีฟู้ด” หนึ่งในร้านที่ได้วัตถุดิบจากทะเลแบบใกล้ที่สุด เพราะปลา หมึก และของทะเลหลายอย่างเพิ่งขึ้นจากเรือ แล้วส่งตรงถึงร้านในเวลาไม่กี่อึดใจ ภาพร้านอาหาร โฮมสเตย์ และการมาดูพะยูน อาจทำให้เราคิดว่าลิบงขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วก่อนถึงวันนี้ ทะเลคือรากฐานของทุกชีวิต “พ่อจ๊ะบอกว่าจ๊ะโตมาด้วยปลิงทะเล” จ๊ะสาว-รัชดา ปานแตง เจ้าของซาเล้งนำเที่ยวบนเกาะลิบงเล่าเรื่องในอดีต ขณะที่เธอขับซาเล้งพาเราไปที่ต่าง ๆ ที่ว่าโตมาด้วยปลิงทะเลไม่ได้หมายความว่ากินปลิงทะเลเป็นอาหารทุกวัน แต่พ่อของจ๊ะสาวเก็บปลิงทะเลขายเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว นอกจากนั้นหอยชักตีนที่มีอยู่มากมายก็สร้างค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเด็ก ๆ บนเกาะลิบง แต่วันนี้ ภาพในวันวานกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทุกคนเลี้ยงชีพด้วยประมงและเกษตรกรรม ก็ขยับไปสู่การทำธุรกิจท่องเที่ยว
จ๊ะสาวออกจากเกาะลิบงตั้งแต่ ม.๓ และอีก ๘ ปีถัดมาก็กลับมาอีกครั้งในวันที่ลิบงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “คือตอนนั้นพะยูนไม่ใช่จุดเด่น” เธอย้อนไปหลายสิบปีวันที่มันมีเป็นร้อย ๆ ตัว พะยูนก็แค่สัตว์ทะเลชนิดหนึ่งที่หากินบริเวณนี้ เป็นเพียงเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดี พอมันหายไปจนต้องเริ่มอนุรักษ์ขึ้นมา ความรู้สึกของทุกคนที่เคยเฉยชากลับกลายเป็นรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอไม่ใช่แค่พะยูนเท่านั้นที่หายไป หอยชักตีนกับปลิงทะเลที่เคยหาได้คราวละมาก ๆ ก็หายตามไปด้วยเช่นกัน เธอเห็นด้วยที่ว่าการมีอยู่ของพะยูนดีต่อคนลิบงแค่ไหน เพราะตลอดร้อยกว่าวันที่เจ้าพะยูนน้อยมาเรียมอยู่ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่านั้น สร้างรายได้ให้กับคนลิบงเป็นกอบเป็นกำ

ตอนพะยูนตาย ครีบของมันจะงอเข้าหาหาลำตัว คล้ายท่าที่ชาวมุสลิมจัดร่างผู้วายชนม์ บนเกาะลิบง ผู้คนเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ความผูกพันจึงลึกเกินกว่าคนนอกจะคาดเดา จนมีคำกล่าวว่า “พะยูนตายหนึ่งตัว ก็เหมือนคนในครอบครัวตายไปหนึ่งคน” หลังจากวันที่มาเรียม พะยูนตัวน้อยที่ทุกคนฟูมฟักจากไป อีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนเริ่มพูดถึงจริงจังขึ้นคือ ขยะทะเลที่ลอยมากับคลื่น และเศษพลาสติกที่อาจกลายเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลหายาก เวลานั้นจึงเกิดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อัพไซคลิ่งจากขยะชุมชนขึ้นมา โดยการเอากระสอบปุ๋ย กระสอบข้าวสารที่อยู่บนเกาะมาทำเป็นกระเป๋าก่อนปักลวดลายพะยูนลงไปอย่างตั้งใจ
“จ๊ะไม่สบายใจที่เห็นคนใช้ถุงพลาสติกกันเยอะ ถึงกำจัดได้มันก็เป็นมลพิษ ขยะบนเกาะมันก็ลงสู่ทะเลไม่ไปไหนหรอก ในทะเลมีสัตว์อยู่ในน้ำมันก็ต้องกิน แล้วเราก็กินขยะนั้นด้วย” จ๊ะกอสะ บุญญา ประธานวิสาหกิจชุมชน

กลุ่มผลิตภัณฑ์อัพไซคลิ่ง เกาะลิบงอธิบายถึงเป้าหมายแรกที่จะให้กระเป๋ากระสอบเป็นถุงใส่ของแทนถุงพลาสติกที่จะกลายเป็นขยะบนเกาะลิบง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การทำกระเป๋าจากกระสอบเหลือใช้ มันคือตัวแทนความพยายามของชุมชนที่อยากดูแลทะเลของตัวเองให้ปลอดภัย การสูญเสียครั้งนั้นไม่ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย คนละเล็กคนละน้อยคนละไม้คนละมือสร้างลิบงให้เป็นบ้านของพะยูนที่อยู่ได้จริงในระยะยาว จะบอกว่าคนลิบงรักพะยูนที่สุดก็คงไม่เกินจริง
