ศิลปวัฒนธรรม
เรือพระราชพิธีสำคัญในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
“กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค” (Royal Barge Procession) เป็นการจัดรูปริ้วขบวนเรือเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจตามขนบโบราณราชประเพณีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในงานพระราชพิธีที่ต้องใช้เส้นทางแม่น้ำสำคัญทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานตามหัวเมือง การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญ พระราชพิธีรับพระราชสานส์นและเครื่องราชบรรณาการจากคณะราชทูตชาวต่างประเทศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและการเคลื่อนย้ายพระบรมโกศ การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอบพระพุทธบาทสระบุรี กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนครในครั้งผลัดแผ่นดินใหม่ ปรากฏเป็นหลักฐานระบุชื่อนาม เรือพระที่นั่ง เรือสำคัญ เรือประกอบริ้วขบวนและการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่ชัดเจนในเอกสาร “The Travels, Voyages and Adventures of Ferdinand Mendaz Pinto” (การท่องเที่ยว การเดินทาง การผจญภัยของเฟอร์ดินานด์ เมนเดซ ปินโต) ในปี พ.ศ. 2090 ที่บันทึกเรื่องราวกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพและการเคลื่อนย้ายพระบรมโกศของสมเด็จพระไชยราชาธิราช
ซึ่งในสมัยต่อ ๆ มา ก็ยังคงปรากฏหลักฐานบันทึกรายละเอียดและรูปวาดเรื่องพระที่นั่งสำคัญในเอกสารพงศาวดารทั้งจากฝ่ายไทยและเอกสารบันทึกต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงมีพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังเมืองลพบุรีและหัวเมืองต่าง ๆ ที่เรียกว่า "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง” เป็นช่วงแรกที่มีหลักฐาน “การจัดรูปขบวนเรือเป็นริ้วยาว 4 สาย 5 ช่วงตอน” โดยวางเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งกิ่งและเรือสำคัญอยู่ในแนวริ้วกลางสายกลางเรียกว่า “สายพระราชยาน”สายในซ้ายและสายในขวาเป็นริ้วเรือแห่เรียกว่า “สายคู่แห่” สายนอกซ้ายและสายนอกขวาเป็นริ้วเรือกันเรียกว่า “สายกัน” มีเรือร่วมขบวนทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 100 ลำ รวมทั้งยังมีเคยมีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารตเพื่อใช้ต้อนรับเครื่องบรรณาการจากคณะราชทูตฝรั่งเศส
การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา คือขบวนเรือในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ปรากฏในบทพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของ “เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์/เจ้าฟ้ากุ้ง” ที่ถูกนำมาใช้ในการ “เห่เรือ” พรรณนาความงามของเรือพระที่นั่งและให้จังหวะการเคลื่อนขบวนเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค บรรยายถึงเรือพระที่นั่งและเรือต่าง ๆ ที่ประกอบในริ้วขบวนทั้งกลุ่ม “เรือต้น” อย่าง เรือไชยสุวรรณหงส์และเรือไกรสรมุข กลุ่ม “เรือชัย/ไชย” และกลุ่ม “เรือเหล่าแสนยากร” ซึ่งเป็นเรือโขนัวเรือรูปสัตว์ ประกอบด้วยรูปราชสีห์ใหญ่ เรือราชสีห์น้อย เรือคชสีห์ใหญ่ เรือคชสีห์น้อย เรือม้า เรือสิงห์ เรือนาควาสุกรี เรือมังกร เรือเลียงผาและเรือนกอินทรี
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี มีแบ่งเรือเรือลักษณะต่าง ๆ ในขบวนเรือครั้งโปรด ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกตที่สระบุรี ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง เรือโขมดยาทอง (เรือขุดแบบเรือมาด ลำตัวยาว เสริมหัวและท้ายเรือให้เชิดสูงขึ้น นิยมเขียนลวดลายลงยาแบบโบราณ ใช้เป็นใช้เป็นเรือกัน เพื่อการรักษาความปลอดภัยรอบริ้วขบวน แบบเดียวกับเรือพระตำรวจ บงครั้งใช้เป็นเรือแสดงสมณศักดิ์) เรือคู่แห่ เรือโขมดยาใหญ่ เรือโขมดยาน้อย เรือศีรษะนก เรือกราบ เรือพระที่นั่งกราบ เรือดั้ง เรือสามป้าน เรือกุแหละ เรือญวน เรือโขมดยาแห่ไพร เรือโขมดยาไพรดั้ง เรือโขมดยานวย ขบวนเรือพยุหยาตราในสมัยรัตนโกสินทร์
รูปแบบเรือพระที่นั่ง งานศิลปะโขนเรือและการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรียังคงเป็นโบราณราชพระเพณีที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรด ฯ ให้มีการรื้อฟื้นเรือพระที่นั่ง ชื่อนามและรูปแบบของเรือประกอบขบวนแบบต่าง ๆ ที่เคยถูกทำลายไปในคราวเสียกรุงศรีอยุธยา โดยใช้รูปแบบของเรือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาชำระและเรียบเรียงขึ้นใหม่ในหนังสือสมุดไทยเรื่อง “หมู่พระราชพิธี เลขที่ 263 คัดจากฉบับของเก่า พ.ศ. 2219 แต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คัดเมื่อ พ.ศ. 2336” และ “ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง” ที่ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้ลิลิตพรรณนาเรียบเรียงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2340 ทั้งยังทรงโปรด ฯ ให้สร้างเรือขึ้นมาใหม่อีก 67 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือกระบวนปิดทอง เรือพิฆาตและเรือแซง เพื่อใช้ในการเสด็จ ฯ เลียบพระนครในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินและงานพระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มี เรือพระที่นั่ง ใช้เป็นเรือพระที่นั่งที่ประทับของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เรือพระที่นั่งกิ่งประกอบบัลลังก์บุษบกหรือบัลลังก์กัญญา ใช้เป็นเรือพระที่นั่งลำทรงที่ประทับ หรือใช้ทรงพระพุทธรูป พระชัยประจำพระองค์ ผ้าพระกฐิน เรือพระที่นั่งศรี ตั้งบัลลังก์กัญญา ใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง/ลำทรงเมื่อไม่ได้จัดเป็นกระบวนใหญ่หรือใช้เป็นเรือพระที่นั่งสำรอง รวมถึงใช้เป็นเรือพลับพลาเพื่อทรงเปลื้องพระมหามงกุฎ พระชฎา เมื่อจะทรงประทับบนบุษบก ในบางกรณีอาจพระราชทานให้เจ้านายฝ่ายในใช้เป็นเรือที่ประทับโดยเสด็จในขบวนเรือได้ มีโขนเรือเป็นรูปดั้ง ประกอบแกะสลักลวดลาย ปิดทองประดับกระจกหรือมีโขนเรือเป็นรูปอื่น รวมถึงแบบเขียนลาย เรือพระที่นั่งกราบ” เรือพระที่นั่งลำดับรองใช้ในการเสด็จเป็นการลำลอง หรือเสด็จเข้าตามคูคลองขนาดเล็ก มักเป็นเรือลายเขียน และ เรือประกอบขบวน อย่าง เรือดั้งอาสาวิเศษซ้ายขวา เรือดั้งทหารในขวาซ้าย เรือเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งขวาซ้าย เรือตำรวจใน เรือจุกช่อง เรือชาววัง เรือข้าทูลละอองพระบาท
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรด ฯ ให้สร้างและซ่อมแซมเรือขึ้นใหม่จำนวน 2 ลำ ในการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคและเสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน เรือพระที่นั่งศรีที่สำคัญคือเรือพระที่นั่งเหราข้ามสมุทร ประกอบรูปเหรา เรือพระที่นั่งกราบ เรือพระที่นั่งประจำทวีป
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ฯ ให้สร้างและซ่อมแซมเรือขึ้นใหม่จำนวน 24 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งกราบ พระที่นั่งเอกไชย พระที่นั่งประกอบ เรือพระที่นั่งศรีลายสลัก เรือเอกชัย เรือไชยสลักลาย เรือไชยเขียนลาย โดยเพิ่มเรือบัลลังก์กั้นม่านสกัดทั้งหัวเรือท้ายเรือ 2 ลำ รวม 56 ลำ ในขบวนเสด็จเลียบพระนครและในขบวนเรือลอยพระประทีปหลวงในพระราชพิธีจองเปรียง ทั้งยังมีการใช้เรือโขนรูปสัตว์ เรือศรีเขียนลาย เรือชัย เรือโอ่ เรือคอนและเรือหยวกร่วมในขบวน แต่เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรด ฯ ให้ยกเลิกขบวนเรือ โดยโปรด ฯ ให้ใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์น้อยในบุษบก และเรือชัยแต่งแทนกระทงใหญ่สองลำ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ฯ ให้ใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือชัย
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ฯ ให้ สร้างเรือขึ้นใหม่จำนวน 7 ลำ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค 3 ครั้ง ในการเสด็จเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานส่วนพระราชกุศลแด่พระสงฆ์ 37 รูป พระราชพิธีทวาทศมาสและพระราชพิธีสังเวยบวงสรวงพระเจ้าแผ่นดิน 37 พระองค์ มีเรือรูปแบบต่าง ๆ ประกอบขบวน คือ เรือพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งกิ่ง (อนันตนาคราช พญานาคเจ็ดเศียร) เรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งกราบ เรือเอกชัยทอดบุษบกทรงผ้าไตรหรือพระพุทธรูปหรือพุ่ม เรือพลับพลาใช้เรือพระที่นั่งศรี/เรือศรีสักหลาดทรงบัลลังก์กัญญา เรือเอกไชย เรือศรี เรือชัย เรือกิ่ง เรือพิฆาต เรือโต เรือสาง เรือเหรา เรือเสือ เรือกิเลน เรือมกร/มังกร เรือยักษ์ เรือรูปสัตว์ /เหล่าแสนยากร (เรือครุฑ เรือกระบี่ เรือพญาวานร เรืออสูร) เรือกระโห้ เรือกัน เรือดั้ง (ดั้งนอก ดั้งตำรวจ พวกเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง ดั้งพวกล้อมวัง พวกอาสาวิเศษ ทหารใน) เรือประตูหน้า เรือประตูหลัง เรือกัญญา เรือกราบกัญญา เรือเอกไชย เรือเหราลายกำมะลอ เรือแซค เรือศรี เรือแซ เรือสารวัตร เรือตำรวจ เรือทหาร เรือกัญญากลอง เรือกลองนำเสด็จ เรือตาร้าย เรือเก๋งฟั้ง เรือสำปั้น เรือญวน เรือภุกาม เรือมอญ เรือของพวกตรวจไฟ เรือทหารเกณฑ์หัด เรือทหารมหาดเล็ก เรือกันโบด เรือคู่ชัก เรือพิฆาต เรืออีเหลือง/เรือกลองนอก เรือแตงโม/เรือกลองใน เรือตำรวจนอก เรือแซง
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ฯ ให้ สร้างเรือขึ้นใหม่เพียงลำเดียวคือเรือพระที่นั่ง อเนกชาติภุชงค์ โขนเรือรูปพญานาค 7 เศียร มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค 3 ครั้ง ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2 พระราชพิธีลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรด ฯ ให้ สร้างเรือขึ้นใหม่จำนวน 2 ลำ คือเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช จัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2 ครั้ง ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค 8 ครั้ง เป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน 2 ครั้ง กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน 4 ครั้ง และพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อู่เรือพระที่นั่งที่ปากคลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดทำลายจนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นจึงมีการซ่อมแซมเรือและโอนเรือพระราชพิธี 36 ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย และส่วนที่เหลืออีกราว 32 ลำ เป็นพวกเรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง ซึ่งกองทัพเรือดูแลรักษาไว้
ส่วนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีการจัดกระบวนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 17 ครั้ง เป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน 6 ครั้ง ขบวนเรือเสด็จพระราชดำเนินไปบวงสรวงสมเด็จพระบูรพามหากษัตริย์เจ้า ในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และในการพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตร ประจำกรุงเทพมหานคร จัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (น้อย) ในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 8 ครั้ง จัดแสดงขบวนเรือราชพิธีเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินีและผู้แทนพระประมุขต่างประเทศ ร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และกระบวนเรือพระราชพิธีเนื่องในการประชุมเอเปก 2003 ในรัชกาลที่ 9 นี้ยังได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก โดยเรือที่สำคัญ ๆ และตกทอดมาจนถึงในรัชกาลปัจจุบัน ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นรัชกาลปัจจุบัน มีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาแล้ว 2 ครั้ง คือกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 จะมีการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) อีกครั้ง จากท่าวาสุกรี ไปในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยกองทัพเรือได้เตรียมความพร้อมในการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบด้วยเรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ ซึ่งแบ่งจัดขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว ความยาวขบวน 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย เป็นกำลังพลของหน่วยรับเรือพระราชพิธี ทั้ง 35 หน่วย ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายเรือและนายท้ายของเรือพระราชพิธี ทั้ง 52 ลำ ประกอบด้วย พลฝีพายประจำเรือ นายเรือพระราชพิธี 58 นาย นายท้ายเรือพระราชพิธี 104 นาย
โดยกรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบดูแลงานซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์เรือร่วมบขวนทั้งหมดทั้งงานแกะสลัก งานช่างรัก งานช่างประดับกระจก งานช่างไม้ งานช่างเขียน งานประดับตกแต่ง แบ่งเป็นเรือประเภทต่าง ๆ คือ “เรือริ้วสายกลาง” จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย “เรือพระที่นั่งทรง” จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงประทับ “เรือพระที่นั่งทรงสำรอง” จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ “เรือทรงผ้าไตร” จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช “เรือกลองใน – เรือกลองนอก” คือเรือกราบ ภายในเรือมีพนักงานปี่ชวาและกลองแขกบรรเลง จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วยเรือกลองใน คือ เรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับรองผู้บัญชาการขบวนเรือ “เรือตำรวจ” คือเรือกราบจำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1 - 3 ซึ่งเป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่เป็นองครักษ์ “เรือแซง” เรือกราบกัญญาแซงอยู่ตรงเรือพระที่นั่งในริ้วขบวนจำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
“เรือริ้วสายใน” จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย “เรือประตูหน้า” มีลักษณะเป็นเรือกราบ กลางลำมีกัญญา เรียกกันว่า เรือกราบกัญญา ทำหน้าที่เป็นเรือนำริ้วขบวนจำนวน 2 ลำ ประกอบด้วยเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น “ “เรือพิฆาต”เรือรบไทยโบราณประเภทหนึ่ง หัวเรือทำเป็นรูปหัวเสือ มีปืนจ่ารงตั้งที่หัวเรือ จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือสองลำที่ดัดแปลงมาจากเรือรบ เรียกเรือลักษณะนี้ว่า เรือพิฆาต เรือแต่ละลำวาดลงสีรูปเสือไว้ที่หัวเรือซึ่งมีช่องที่มีปืนใหญ่ยื่นออกมา เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ “เรือแสงยากรรูปสัตว์” เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ในวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร “เรือคู่ชัก” หัวเรือเป็นรูปดั้งเชิดสูงงอนขึ้นไป ลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำรูปเหรา (ตัวมกรแต่มีหัวเป็นนาค) เป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นเร็วขึ้น จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง “เรือริ้วสายนอก” จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย “เรือดั้ง/เรือดั้งทาน้ำมัน” เป็นเรือไม้ทาสีน้ำมัน ไม่มีลวดลาย หัวเรือปิดทอง มีทวนหัวตั้งสูงและงอนขึ้นไปแบบเดียวกับเรือกิ่ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วยเรือดั้ง 1 - 22 เป็นเรือป้องกันข้างขบวนเรือ และ “เรือแซง”เรือกราบกัญญา จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1 - 6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
เรือพระราชพิธีสำคัญในริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
“เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” เป็นเรือที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาเสร็จสิ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามแบบแผนขนบประเพณีโบราณมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่แต่เดิมใช้ชื่อว่า “เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์" ดังปรากฏในหลักฐาน “บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์/เจ้าฟ้ากุ้ง” ที่ทรงมีพระนิพนธ์บรรยายถึงเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ไว้บทหนึ่งว่า “สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม” เป็นเรือพระที่นั่งชั้นสูงสุดที่ประทับของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีในกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารคเนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีกาญจนาภิเษกและพระราชพิธีเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์มีความยาว 44.90 เมตร กว้าง 3.14 เมตร ลึก 0.9 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร กำลัง 3.5 เมตร หนัก 15.1 ตัน ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ใช้ลูกเรือทั้งสิ้น 57 นาย เป็นฝีพาย 50 นาย นายท้าย 2 นาย นายเรือ 2 นาย คนถือธง 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย และคนเห่เรือ 1 นาย “ฝีพาย” หมวกทรงประพาสกำมะหยี่สีแดงขลิบลูกไม้ใบข้าว ยอดเกี้ยว สวมเสื้อสักหลาดสีแดงติดลูกไม้ใบข้าว กางเกงผ้าเสิร์จสีดำ คาดผ้ารัดประคดโหมดเทศดาบฝักไม้ ด้ามไม้กลึง สายสะพายดาบสักหลาดสีแดงติดแถบลูกไม้ สวมหมวกทรงประพาสสักหลาดแดงติดลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว-ถุงเท้ายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ
“นายเรือ” สวมหมวกทรงประพาสโหมดเทศยอดเกี้ยว เสื้ออัตลัดสีฟ้า รัดประคด ผ้าม่วงเชิง เข็มขัดภู่ไหมแดงและสายกระบี่ แถบทองเล็ก ถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ “คนธงท้ายเรือ” แต่งกายด้วยหมวกทรงประพาสโหมดเทศยอดจุก เสื้ออัตลัดสีแดง ผ้าเกี้ยวลาย “นายท้ายเรือ” สวมหมวกทรงประพาส โหมดเทศยอดเกี้ยว เสื้ออัตลัดสีเขียว ผ้าเกี้ยวลาย รัดประคดโหมดเทศ ถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ “โขนเรือ” เป็นรูปหัวหงส์จะงอยปากแหลมสลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกด้วยแม่ลายไทยอันวิจิตรดงาม ปลายจะงอยปากหงส์มีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ลำตัวเรือเป็นส่วนตัวหงส์ทอดยาวภายนอกทาสีดำท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาหรือบุษบกยอดแหลมไว้สำหรับเป็นที่ประทับ เป็นเรือพระที่นั่งชั้นสูงแบบเรือพระที่นั่งกิ่ง (เรือที่เป็นเครื่องประดับยศ) บางครั้งก็ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ประทับเป็นในคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเรือทรงผ้าไตรหรือผ้าทรงสะพักพระพุทธรูป หรือเป็นเรือประดับพานพุ่มดอกไม้
ในปี พ.ศ. 2535 องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร (The World Ship Trust Maritime Heritage) ได้ มอบรางวัลเรือโลกและยกย่องเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ให้เป็นเรือมรดกโลก โดยคณะกรรมการองค์การ World Ship Trust เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัลมรดกทางทะเลขององค์การเรือโลก The World Ship Trust Maritime Heritage Award “Suphannahong Royal Barge” ประจำปี พ.ศ. 2535
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทำหน้าที่เป็น “เรือพระที่นั่งทรง” สำหรับพระมหากษัตริย์และสมเด็จฯพระราชินีทรงประทับ จัดอยู่ใน “เรือริ้วสายกลาง” ของริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9
“เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9” เป็นเรือพระที่นั่งกิ่งประเภทเรือรูปสัตว์ ลำเดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีชื่อนามว่า “มงคลสุบรรณ” หัวเรือเป็นรูป “พระครุฑพ่าห์” มีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่อยู่ที่ด้านหน้าหัวเรือใต้ตัวครุฑ พื้นท้องเรือภายนอกทาสีแดง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ยืนประทับบนหลังครุฑ เพื่อความเป็นสง่างามของลำเรือและเพื่อให้ต้องตามคติในศาสนาพราหมณ์ รูปสลักพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ทำด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์และมงกุฎยอดชัยพระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบ (สีน้ำเงินเข้ม) มี 4 พระกร ทรงเทพศาสตราคือ ตรี คทา จักร สังข์ ตามคติของพราหมณ์ซึ่งปรากฏในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 แล้วขนานนามว่า “เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ” ต่อมาเรือได้เสื่อมสภาพลงคงเหลือแต่โขนเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี กรุงเทพฯ
ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี พ.ศ. 2539 กองทัพเรือ กรมศิลปากรและธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันรื้อฟื้นนำรูปแบบโขนเรือรูปพระนารายณ์ทรงครุฑที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาเป็นต้นแบบ โดยกองทัพเรือสร้างในส่วนที่เป็นโครงสร้างเรือ พายและคัดฉาก ส่วนกรมศิลปากรดำเนินการในงานที่เกี่ยวกับการออกแบบ งานแกะสลักลวดลายตลอดจนถึงงานลงรักปิดทองประดับกระจกใหม่ทั้งหมด ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือว่า "เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9"
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 มีความยาว 44.3 เมตร ความยาวแนวน้ำหนักบรรทุกเต็มที่ 34.6 เมตร ความกว้าง 3.2 เมตร ความลึก 1.1 เมตร กินน้ำลึก 0.4 เมตร ระวางน้ำบรรทุกขับเต็มที่ 20 ตัน มีฝีพาย 50 นาย มีขนาดและลักษณะของลวดลายแกะสลักล้อตามแบบเรือพระที่นั่งลำเดิม โขนหัวเรือแกะสลักจากไม้สักทองยกสูงเพิ่มขึ้นจากเดิม ลำเรือทำจากไม้ตะเคียนทอง ขยายพื้นที่ของลำเรือให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม แกะสลักลายพุดตาน ลงรักปิดทองประดับกระจกตลอดทั้งลำเรือ สีพื้นเรือหรือสีท้องเรือเป็นสีแดงชาด ออกแบบรูปพระครุฑพ่าห์ขึ้นใหม่ให้มีความวิจิตรงดงามประดับลายกระหนกก้านขดใบเทศ สลักรูปพระนารายณ์ 4 กร ทรงเทพศาสตรา ตรี คทา จักร สังข์ ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์ และมงกุฎยอดชัยประทับยืนบนหลังครุฑ ลงรักปิดทอง ประดับกระจกโดยเฉพาะส่วนที่ทอดบัลลังก์กัญญาและประดับเครื่องสูง แผงพนักพิง แกะสลักลวดลายเป็นรูปครุฑยุดนาค ลงรักปิดทองประดับกระจก ภายในเหมือนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ลูกแก้วรับขื่อ เป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจก เสาสองต้นทาสีดำ ส่วนท้ายเรือมีลักษณะคล้ายท้ายเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช แต่ส่วนเหนือมาลัยท้าย เป็นสร้อยหางครุฑ ปลายหางสุดของท้ายเรือเป็นกนกหางครุฑ ท้องลายของท่อนหางเป็นขนครุฑ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จัดเป็น “เรือพระที่นั่งทรงสำรอง” มีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรองทอดบัลลังก์กัญญา จัดอยู่ใน “เรือริ้วสายกลาง” ของริ้วขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
“เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์” มีความยาว 45.50 เมตร กว้าง 3.25 เมตร ลึก 1.11 เมตร กินน้ำลึก ..46 เมตร กำลัง 3.50 เมตร ใช้ฝีพาย 61 คน นายท้าย 2 คน นายเรือ 2 คน คน ถือธงท้าย/นักสราช 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนเห่/พนักงานขานยาว 1 คน มีโขนเรือโค้งตั้งเชิดเรียวปลายสอบโค้งสามเหลี่ยมพร้อมเขียนลายรดน้ำลวดลายพญานาคแปลง 7 และนาคเกี้ยว ด้านข้างโขนหน้าสลักลวดลายลงรักปิดทองประกอบรูปนาคขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก อันเป็นที่มาของชื่อนาม “อเนกชาติภุชงค์” (อเนก หมายถึง มาก, ชาติ หมายถึง หมู่ ภุชงค์ หมายถึง นาค) ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีชมพู สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรี/เรือพระที่นั่งศรีสักราชในลำดับชั้นรอง ใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินลำลอง ภายหลังนำเข้ากระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรียกว่า เรือพระที่นั่งรอง
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทำหน้าที่เป็น “เรือพระที่นั่งทรงสำรอง” มีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรองทอดบัลลังก์กัญญา จัดอยู่ใน “เรือริ้วสายกลาง” ของริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช นับเป็นเรือพระที่นั่งที่มีความงามสง่า สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมมีชื่อนามว่า “เรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช” ลำปัจจุบันมีการสร้างใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ลำเรือยาว 42.95 เมตร กว้าง 2.95 เมตร ลึก 0.76 เมตร กินน้ำลึก 0.31 เมตร ฝีพาย 54 นาย นายท้าย 2 นาย นายเรือ 2 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย คนถือบังสูรย์-พัดโบก-พระกลด 3 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนเห่เรือ 1 นาย โขนหัวเรือสลักเป็นรูปพญานาค 7 เศียร เขี้ยวขาว ชิวหาแดงชาดด ปลายหงอนเป็นกนกเพลิงแหลมยาว หัวนาคเรียงสอบเข้าเศียรใหญ่กลางเชิดสูงเอียงไปด้านหน้า ปีกกนกสามเกลี่ยม คาดดรัดอกประดับทับทรง สลักลวดลายกนกก้านเถาลงรักปิดทองอร่ามประดับประจกเงา ตัวเรือทาสีเขียวด้านนอก ท้องเรือภายในทาสีแดง กลางเรือประดิษฐานบุษบกยอดปราสาท ใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง หรือเรือเชิญผ้าพระกฐิน จีวรกฐินหรือประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ
คติความเชื่อสำคัญของเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชจากวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงพระเกียรติพระยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์ไทยในฐานะ “พระรามาธิบดี ผู้เป็นอวตารแห่งพระวิษณุ” เรือเคลื่อนไปในสายน้ำเจ้าพระยา เปรียบดั่งการประทับแห่งองค์พระวิษณุที่กลางเกษียรสมุทร เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ทำหน้าที่เป็น “เรือทรงผ้าไตร” มีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรอง จัดอยู่ใน “เรือริ้วสายกลาง” ของริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
กลุ่มเรือรูปสัตว์
เป็นเรือประกอบประเภท “เรือเหล่าแสนยากร” ไม่ติดโคมไฟ จัดอยู่ใน “เรือริ้วสายใน” ของริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค สามารถตืดอาวุธได้ ประกอบด้วยเรือพระราชพิธี 8 ลำ คือ 
“เรืออสุรวายุภักษ์” ชื่อนามมีความหมายถึง “อสูรผู้มีลมเป็นอาหาร” ที่เป็นสัตว์ผสมผู้ทรงอำนาจในป่าหินพานต์ ลำเรือมีความยาว 31 เมตร ความกว้าง 2.03 เมตร ความลึกถึงท้องเรือ 0.62 เมตร มีกำลังพลประจำเรือลำละ 57 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 40 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนกระทุ้งเส้าคอยให้จังหวะ 2 นาย และคนตีกลองชนะ 10 นาย โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีส่วนบนเป็นยักษ์ ส่วนล่างเป็นนก สวมมงกุฎยอดเดินหน องค์สีม่วง สวมเครื่องทรงมีกรองคอหรือนวมคอ สวมเสื้อแขนยาวสีม่วง รัดเข็มขัดปั้นเหน่ง มีสุวรรณกระถอบหรือผ้าห้อยหน้าเสียบที่ชายพกลงมาระหว่างช่องหน้าขา มือและเท้าเป็นสีคราม กางแขนแบบท้าวสะเอวมือถือด้ามธงชัย ด้านข้างลำตัวประดับปีกกินรี ลงรักปิดทองประดับกระจก ด้านล่างหัวเรือเป็นช่องสำหรับใส่ปืนจ่ารง ภายนอกลำเรือเขียนด้วยลายรดน้ำพุดตานก้านต่อดอกสีทอง ภายนอกทาสีดำ การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง
“เรืออสุรปักษา” ชื่อนามมีความหมายถึง “อสูรผู้เป็นนก” ที่เป็นสัตว์ทรงอำนาจผสมในป่าหินพานต์ ขนาดของเรือเท่ากับเรืออสุรวายุภักษ์ โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก มีส่วนเป็นยักษ์ส่วนล่างเป็นนก สวมมงกุฎยอดเดินหน องค์เป็นสีเขียว สวมเครื่องทรงมีกรองคอหรือนวมคอ ใส่เสื้อแขนยาวด้านหน้าสีกรมท่าอมม่วง หรือสีมอหมึก ด้านหลังสีเขียวใบแค มือ และเท้าเป็นสีเขียว มีปีกที่แขน รัดเข็มขัดปั้นเหน่ง มีสุวรรณกระถอบหรือผ้าห้อยหน้าเสียบที่ชายพกลงมาระหว่างช่องหน้าขา มือและเท้าเป็นสีคราม กางแขนแบบท้าวสะเอวมือถือด้ามธงชัย ด้านข้างลำตัวประดับปีกกินรี ลงรักปิดทองประดับกระจก ด้านล่างหัวเรือเป็นช่องสำหรับใส่ปืนจ่ารง ภายนอกลำเรือเขียนด้วยลายรดน้ำพุดตานก้านต่อดอกสีทอง ภายนอกทาสีดำ การแต่งกายของผู้ประจำเรือ นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง
“เรือกระบี่ราญรอนราพณ์” สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นเรือรูปสัตว/เรือเหล่าแสนยากร ลำเดิมถูกระเบิดเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้มีการจัดสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2510 โดยใช้โขนหัวเรือและท้ายเรือเดิมมาซ่อมแซม ลำเรือมีความยาว 26.80 เมตร ความกว้าง 2.10 เมตร ความลึกถึงท้องเรือ 0.51 เมตร มีกำลังพล ประจำลำละ 53 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 36 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย คนกระทุ้งเส้าคอยให้จังหวะ 2 นาย และคนตีกลองชนะ 10 นาย มีโขนเรือเป็นพญาวานร ทหารเอกของพระรามในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ มีร่างกายสีดำ ไม่สวมเครื่องประดับหัว ตลอดทั้งกายเขียนวงขนเป็นเส้นฮ่อ 4 สี คือ สีน้ำตาล แดง ชมพู และทองคำเปลว มีเครื่องทรงกรองคอ หรือ นวมคอ สวมพาหุรัดหรือกำไลต้นแขน มีตาบทิศหรือแผ่นประดับอกซ้ายและขวา สวมกำไลข้อมือและข้อเท้าสวมเข็ดขัด และผ้านุ่งปิดทองประดับกระจกอย่างงดงาม มือทั้งสองข้างถือธงสามชายในท่าหาญกล้า ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่ ภายในลำเรือทาสีแดง ภายนอกทาสีดำเขียนด้วยลวดลายดอกพุดตานก้านต่อดอกสีทอง บริเวณกลางลำเรือมีคฤห์เป็นเรือนสำหรับนั่งมีพนักกั้น
“เรือกระบี่ปราบเมืองมาร” สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นเรือรูปสัตว์/เหล่าแสนยากร มีขนาดและกำลังพลประจำเรือเช่นเดียวกับเรือกระบี่ราญรอนราพณ์ มีโขนเรือเป็นรูปพญาวานรหรือหนุมานทหารเอกของพระรามในวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ มีร่างกายสีขาว ไม่สวมเครื่องประดับหัว ตลอดทั้งกายเขียนวงขนเป็นเส้นฮ่อ 4 สี คือ สีน้ำตาล แดง ชมพู และทองคำเปลว มีเครื่องทรงกรองคอ หรือ นวมคอ สวมพาหุรัดหรือกำไลต้นแขน มีตาบทิศหรือแผ่นประดับอกซ้ายและขวา สวมกำไลข้อมือและข้อเท้าสวมเข็ดขัด และผ้านุ่งปิดทองประดับกระจกอย่างงดงาม มือทั้งสองข้างถือธงสามชายในท่าหาญกล้า ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่ ภายในลำเรือทาสีแดง ภายนอกทาสีดำเขียนด้วยลวดลายดอกพุดตานก้านต่อดอกสีทอง บริเวณกลางลำเรือมีคฤห (ครึ) เป็นเรือนสำหรับนั่งมีพนักกั้น
“เรือพาลีรั้งทวีป” ชื่อนาม “พาลี” ของเรือ มาจากเรื่องราวของพญาพาลี จากวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ กษัตริย์วานรผูปกครองเมืองขีดขิน ผู้มีความอาจหาญและพลกำลัง ลำเรือพื้นดำมีความยาว 27.54 เมตร กว้าง 1.99 เมตร และความลึกถึงท้องเรือ 0.59 เมตร มีกำลังพลลำละ 41 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 34 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย และคนกระทุ้งเส้าให้จังหวะ 2 นาย สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 หัวเรือกว้างมีรูกลมโผล่ไปทางหัวเรือสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกได้ 1 กระบอก ขนาดปากกระบอก 65 มม. เหนือช่องปืนแกะโขนเรือเป็นรูปขุนกระบี่ร่างกายสีเขียว สวมมงกุฎยอดเดินหน สวมเครื่องประดับกายและผ้านุ่ง ลงรักปิดทองประดับกระจก ลวดลายเส้นฮ่อเป็นวงขนและลำตัวเช่นเดียวกับหัวโขน เขียนด้วยสีแดงเสน ชมพู ขาว และสีทอง ภายในลำเรือทาสีแดง ส่วนภายนอกทาสีดำ ประดับด้วยลายดอกพุดตานก้านต่อดอก โดยใช้เทคนิคการเขียนแบบลายรดน้ำ
“เรือสุครีพครองเมือง” ชื่อนาม “สุครีพ” ของเรือ มาจากวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ เป็นอนุชาของของพญาพาลี ขึ้นครองนครขีดขินจากการสนับสนุนของพระราม ลำเรือพื้นดำมีความยาวและพลประจำเรือเช่นเดียวกับเรือพาลีรั้งทวี ปหัวเรือกว้างมีรูกลมโผล่ไปทางหัวเรือสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกได้ 1 กระบอก ขนาดปากกระบอก 65 มม. เหนือช่องปืนแกะโขนเรือเป็นรูปพญาสุครีพร่างกายสีแดง สวมมงกุฎยอดเดินหน สวมเครื่องประดับกายและผ้านุ่ง ลงรักปิดทองประดับกระจก ลวดลายเส้นฮ่อเป็นวงขนและลำตัวเช่นเดียวกับหัวโขน เขียนด้วยสีแดงเสน ชมพู ขาว และสีทอง ภายในลำเรือทาสีแดง ส่วนภายนอกทาสีดำ ประดับด้วยลายดอกพุดตานก้านต่อดอก โดยใช้เทคนิคการเขียนแบบลายรดน้ำ
“เรือครุฑเหินเห็จ” ชื่อนาม “ครุฑ” ของเรือ หมายถึงพญาครุฑผู้เป็นเจ้าแห่งนกทั้งหลาย ในวรรณกรรมฝ่ายฮินดูถือว่าพญาครุฑคือตัวแทนของความดีและพลังอำนาจ เป็นพระวาหนะของพระวิษณุ เป็นศัตรูกับนาคหรืองูที่มีความหมายถึงความชั่วร้าย จึงปรากฏงานศิลปะครุฑจับนาค ที่เรียกว่า “ครุฑยุดนาค” สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ จึงได้มีการสร้างเรือขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2511 โดยนำโขนหัวเรือเดิมมาซ่อมแซมและประกอบขึ้นใหม่ เรือมีความยาว 28.58 เมตร กว้าง 2.10 เมตร และความลึกถึงท้องเรือ 0.56 เมตร มีกำลังพลประจำเรือลำละ 41 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 34 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย พลสัญญาณ 1 นาย และคนกระทุ้งเส้าให้จังหวะ 2 นาย นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง โขนเรือสลักไม้รูปครุฑกายสีแดงกางแขนชูนาค 2 ตัว ชูขึ้น สวมมงกุฎลักษณะยอดชัยสีทอง ประดับเครื่องทรงทั้งบริเวณโขนเรือและท้ายเรือ เขียนลายเส้นฮ่อทั้งที่ใบหน้า ลำตัว และส่วนขา ด้วยสีดำ สีน้ำตาล สีชมพู และสีทอง ปีกสยายเหมือนกำลังบิน ส่วนเท้าทั้งสองข้างจับนาคอยู่เช่นกัน ลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเขียว ภายในเรือทาสีแดง ส่วนภายนอกทาสีดำ เขียนลายรดน้ำเป็นลายดอกพุดตานก้านต่อดอก ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่
“เรือครุฑเตร็จไตรจักร” มีความหมายของชื่อนาม ประวัติการสร้าง ขนาดและพลประจำเรือเช่นเดียวกับเรือครุฑเหินเห็จ โขนเรือสลักไม้รูปครุฑกายสีชมพูอ่อนหรือสีหงส์ดินยกกางแขนยุดรั้งนาค 2 ตัว ชูขึ้น สวมมงกุฎลักษณะยอดชัยสีทอง ประดับเครื่องทรงทั้งบริเวณโขนเรือและท้ายเรือ เขียนลายเส้นฮ่อทั้งที่ใบหน้า ลำตัว และส่วนขาด้วยสีน้ำตาล สีแดงและใช้สีขาวแทนสีชมพู แล้วปิดทับด้วยทองคำเปลว ปีกสยายเหมือนกำลังบิน ส่วนเท้าทั้งสองข้างจับนาคอยู่เช่นกัน ลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเขียว ภายในเรือทาสีแดง ส่วนภายนอกทาสีดำ เขียนลายรดน้ำเป็นลายดอกพุดตานก้านต่อดอก ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ปืนใหญ่
“เรือริ้วสายกลาง” ของริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ยังประกอบด้วย “เรือกลองใน” เรียกว่า “เรือแตงโม” สำหรับผู้บัญชาการขบวนเรือ และ “เรือกลองนอก” เรียกว่า “เรืออีเหลือง” สำหรับรองผู้บัญชาการขบวนเรือ หัวเรือเชิดไม่สูงนัก ทาสีแดงส่วนที่ไม่ปิดทอง มีขนาดความกว้าง 1.91 เมตร ยาว 25 เมตร มีฝีพายประจำเรือจำนวน 28 นาย ฝีพายสวมหมวกหูกระต่ายน้ำเงินขลิบเหลือง เสื้อขาวขลิบคอข้อมือน้ำเงินกางเกงน้ำเงิน รัดประคดน้ำเงินดอกขาว ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ ทั้งสองเป็นเรือกลองแล่นในอยู่บริเวณกลางขบวนข้างหน้าเรือพระที่นั่ง โดยเรืออีเหลืองจะอยู่ด้านหน้าสุดของริ้ว ภายในเรือทั้งสองมีพนักงานปี่ชวาและกลองแขกบรรเลง มีกัญญาลายทองแผ่ลวดผ้าหน้าโขนลายพื้นสีม่วง ตาดทอง ตาดเงิน และดาดผ้าสีแดง พนักกัญญาปิดทอง
“เรือตำรวจ” เรือของพระตำรวจหลวงชั้นปลัดกรม หรือข้าราชการในพระราชสำนัก รวม 3 ลำ มีลักษณะคล้ายกับเรือแตงโมและเรือดั้ง เป็นเรือกราบ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนเรือพระที่นั่ง ทาน้ำมันสีดำเกลี้ยงตลอดทั้งลำเรือ มีความยาว 20.97 เมตร กว้าง 1.41 เมตร และมีความลึกท้องเรือ 0.47 เมตร กำลังพลประจำเรือลำละ 28 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 24 นาย และพลสัญญาณ 1 นาย ฝีพายเรือตำรวจ 1-2 สวมมงคลสีแดง เสื้อสีน้ำเงินขลิบคอข้อมือแดง กางเกงน้ำเงินขลิบแดง รัดประคดแดงดอกขาว ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ ฝีพายเรือตำรวจ 3 สวม หมวกหูกระต่ายแดงขลิบลูกไม้ใบข้าว เสื้อขาวขลิบคอข้อมือเหลืองแดง กางเกงริ้วทางแดงขาว รัดประคดแดงดอกขาว ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ “เรือแซง” เป็นเรือเล็กและเร็วแบบเรือกราบรวม 7 ลำ แซงอยู่ด้านหลังริ้วขบวนเรือ ทั้งริ้วสายในและริ้วสายนอกของกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทำหน้าที่เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์ เหมือนกับทหารมหาดเล็ก สามารถแซงเรือในขบวนมาอารักขาพระมหากษัตริย์ได้ ลักษณะหัวเรือเชิดขึ้นเหนือแนวน้ำทาสีดำ แต่ละลำมีขนาดไม่เท่ากัน คือขนาด 23.2 เมตร และ 24.7 เมตร มีความกว้างแต่ละลำอยู่ระหว่าง 1.40 - 1.62 เมตร ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย พลสัญญาน 1 นาย เหมือนกันทุกลำ ยกเว้นฝีพายเรือ 1 - 6 มีฝีพาย 24 นาย ส่วนเรือแซง 7 มีฝีพาย 30 นาย ฝีพายเรือแซง 1-6 สวมหมวกหูกระต่ายน้ำเงินขลิบเหลือง เสื้อขาวขลิบคอข้อมือน้ำเงินกางเกงน้ำเงิน รัดประคดน้ำเงินดอกขาว ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ และ ฝีพายเรืองแซง 7 หมวกสังกะสีแดงลายยันต์ เสื้อขาวขลิบคอข้อมือเหลืองแดง กางเกงริ้วทางแดงขาว รัดประคดแดงชายพิมพ์ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ
ในกลุ่ม “เรือริ้วสายใน” ยังมี “เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น” เป็น “เรือประตูหน้า” ทำหน้าที่เป็นเรือนำริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีลักษณะเป็นเรือกราบ กลางลำมีกัญญา ลักษณะเป็นเรือดั้งทาน้ำมันยอดดั้งปิดทอง หัวเรือแกะสลักลวดลาย ท้ายเรือลงรักปิดทองประดับกระจก ตัวเรือมีขนาดความยาว 32.08 เมตร กว้าง 1.88 เมตร ลึก 64 เซนติเมตร ใช้กำลังพลลำละ 43 คน ประกอบด้วย นายเรือ 1 คนนายท้าย 2 คน ฝีพาย 39 คน และคนให้สัญญาณ 1 คน มีปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งในกัญญาเรือทองขวานฟ้า และปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งในกัญญาเรือทองบ้าบิ่น ฝีพายสวมหมวกทรงหูกระต่ายแดงขลิบเหลือง เสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง รัดประคดแดงชายพิมพ์ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ
“เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์” จัดเป็น “เรือพิฆาต” ในกลุ่ม “เรือริ้วสายใน” ดัดแปลงมาจากเรือรบ ตัวเรือมีความยาว 22.23 เมตร กว้าง 1.75 เมตร และลึก 0.70 เมตร มีกำลังพลลำละ 34 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 1 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 26 นาย พลสัญญาณ 1 นาย และคนนั่งประจำคฤห์ 3 นาย ด้านบนหัวเรือทำเป็นพนักลูกกรงไม้สำหรับวางปืนใหญ่ ส่วนหัวเรือเขียนชื่อเรือของแต่ละลำไว้ โดยวาดลวดลายเหมือนกัน วาดลวดลายลงสีรูปเสือสีสดใสไว้ที่หัวเรือ มีหน้าตาดุดัน เปี่ยมพลัง มีดวงตาขนาดใหญ่ คิ้ว จมูก ปาก ฟัน และเขี้ยวแหลมคม ดูทรงพลัง ประดับด้วยลวดลายดอกพุดตานสีฟ้า ซึ่งเข้ากับตัวเรือด้านนอกที่ทาสีเหลืองทั้งลำ ส่วนภายในทาสีแดง และท้องเรือเขียนลวดลายคล้ายกับริ้วเสือด้วยสีดำ ส่วนท้ายเรือเขียนเป็นลายดอกพุดตานสีฟ้า บริเวณกลางลำเรือมีคฤห์เป็นเรือนสำหรับนั่ง ฝีพายเรือสวมหมวกกลีบลำดวนแดงขลิบเหลือง เสื้อปัสตูแดงขลิบเหลือง กางเกงปัสตูแดงขลิบเหลือง รัดประคดแดงชายพิมพ์ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ
“เรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทอง” จัดเป็น “เรือคู่ชัก” อยู่ในกลุ่ม “เรือริ้วสายใน” ของกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค หัวเรือเป็นรูปดั้งเชิดสูงตรงขึ้นไปปลายงอนเป็นพริ้วแหลม ลงรักปิดทองลวดลายกนกเปลวประกอบเข้ากับลายรดน้ำรูป “เหราคาบลูกแก้ว” อันเป็นสัตว์หิมพานต์ในตำนานประเภทจระเข้ มีรูปร่างครึ่งนาคครึ่งมังกร ส่วนหัวและลำตัวคล้ายนาค แต่มีขาเหมือนมังกร และมีลำตัวยาวคล้ายงู ภายในลูกแก้วเป็นลายประจำยามีดอก 4 กลีบ ส่วนปากเขียนเป็นรูปฟันแหลม มีลิ้นและหนวด บริเวณแก้มเป็นลายกนกเปลว เรือเอกไชยเหินหาวมีดวงตาเหราสีทอง กระทงเรือมีแท่นรองฉัตร 7 ต้น เนื่องจากเคยเป็นเรือพระที่นั่งทรงมาก่อน ส่วนเรือเอกไชยหลาวทอง ดวงตาของเหราเป็นสีดำ ตัวเรือทั้งสองมีความยาว 27.50 เมตร กว้าง 1.97 เมตร และลึกถึงท้องเรือ 0.60 เมตร มีกำลังพลลำละ 44 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย ฝีพาย 38 นาย คนถือธงท้าย 1 นาย และพลสัญญาณ 1 นาย ฝีพายสวมหมวกหูกระต่ายแดงขลิบลูกไม้ใบข้าว เสื้อขาวขลิบคอข้อมือเหลืองแดง กางเกงริ้วทางแดงขาว รัดประคดแดงดอกขาว ถุงเท้าสีดำรองเท้าหนังสีดำ
“เรือดั้ง/เรือดั้งทาน้ำมัน” อยู่ในกลุ่ม “เรือริ้วสายนอก” รวม 22 ลำ เป็นเรือไม้หัวดั้งเตี้ยทาสีน้ำมัน ไม่มีลวดลาย ทำหน้าที่ป้องกันขบวนเรือหน้า สกัดกั้น คัดท้ายและป้องกันไม่ให้ภัยอันตรายหรือสิ่งรบกวนใด ๆ ล่วงล้ำเข้ามาถึงริ้วขบวนชั้นในและเรือพระที่นั่ง เปรียบเสมือน "โล่กำบัง" คอยพิทักษ์ขบวนเรือพระราชพิธีให้เคลื่อนที่ไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยตลอดเส้นทาง ฝีพายประจำเรือสวมหมวกทรงประพาสสีดำขลิบแดงยอดเปลว เสื้อดำขลิบแดง กางเกงริ้วทางแดงดำ รัดประคดแดงชายพิมพ์ ถุงเท้าสีดำ รองเท้าหนังสีดำ
วรณัย พงศาชลากร – เรื่อง
2 พฤศจิกายน 2569
2 พฤศจิกายน 2569