บึงกาฬ คือบ้าน คือชีวิต
อริสรา พุทธวงษ์ เรื่อง สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ ภาพ

บ้านไม่ได้หมายถึงเพียงที่อยู่อาศัย หากคือการหลอมรวมของผู้คน สังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ค่อย ๆ สร้างความหมายของคำว่าบ้านขึ้นมา การปักหลักลงในพื้นที่หนึ่ง สั่งสมการเรียนรู้ ปรับตัวเพื่อการดำรงชีพ กลายเป็นทักษะของชีวิตที่ตกทอดเป็นมรดกแก่ลูกหลานและเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผู้คนในพื้นที่นั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องเดินทางต่อ บางคนเลือกจะทิ้งเศษเสี้ยวไว้เบื้องหลัง ขณะที่หลายคนเลือกจะนำชีวิตที่ฟูมฟักมาแตกกิ่งก้านสาขาให้เรื่องราวที่มีอยู่กับตนเองได้ไปต่อในอีกรูปแบบ ในโลกที่ผู้คนเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา บ้านจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ที่จากมา แต่คือสิ่งที่ผู้คนเลือกจะทำกับพื้นที่หนึ่ง เลือกจะอยู่ เลือกจะกลับ หรือเลือกจะใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ตัดขาดจากรากของตน ที่เมืองเล็กริมฝั่งโขงอย่างบึงกาฬ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกหยั่งรากลงลึกอย่างมั่นคงและเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่แห่งนี้
บ้านมีชีวิต
“ผมกลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลง” ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ หรืออาจารย์ขาบ พูดออกมาอย่างลุ่มลึก ตัวเขาเคยเดินออกจากบ้านไปไกล จนชีวิตดูจะไม่มีเหตุผลต้องย้อนกลับ แต่โอกาสที่ได้รับในเส้นทางนั้น คือสิ่งที่เขานำกลับมาแบ่งปันให้ผู้อื่น
แนวคิดของอาจารย์ขาบ คือการทำให้ความเป็นท้องถิ่นกลายเป็นคุณค่าที่ร่วมสมัยตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเรือนไม้ยกสูงแบบอีสาน เขาบอกกับเราว่า ทุกคน ทุกบ้าน ล้วนมีเรื่องราวเป็นของตนเอง สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การสร้างเรื่องใหม่ แต่คือการทำให้บ้านที่เติบโตมาพร้อมชีวิตของผู้คนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อาจารย์ขาบเลือกจะปรับโฉมบ้านที่ทรุดโทรมจากอายุด้วยสีม่วง สีประจำจังหวัดบึงกาฬ สลับกับสีเขียว สีประจำอำเภอโซ่พิสัย ด้วยการฉาบ ทา ประดับตกแต่งด้วยพรรณไม้ในสีที่ว่าเพื่อประกาศตัวตนของพื้นที่ภายใต้ชื่อของพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต

แม้เส้นทางที่เข้ามาจะยังคงไว้ซึ่งความเป็นบ้านเรือนแบบชนบทที่ปรับตามสมัยนิยมตลอดสองข้างทาง แต่ภาพที่เห็นหลังกำแพงพุ่มไม้สีเขียวในบ้านขี้เหล็กใหญ่ ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย ของพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตเต็มไปด้วยสีสันจัดจ้านชวนให้หยุดมองและก้าวเข้าไปสำรวจ แต่ละมุม ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอน ชานบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ จนตัวเราแทบจะย้อนกลับไปในเวลาที่ครั้งหนึ่งมันได้ทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิในผ่านเรื่องเล่าชีวิตวัยเยาว์ของอาจารย์ขาบผู้เป็นเจ้าของบ้าน การกินอยู่ถูกเล่าด้านบนบ้าน ส่วนตัวสวนถูกออกแบบให้เห็นถึงศรัทธา ความเชื่อของคนอีสานฝั่งโขงผ่านกราฟิตีและรูปปั้นพญานาค ในขณะที่กำแพงยุ้งข้าวเต็มไปด้วยภาพของวิถีอีสานชนบทที่พึ่งพาธรรมชาติ หากินตามท้องนาและทำเกษตรกรรมปลูกข้าว “ความมีชีวิต เป็นสิ่งที่คนถวิลหา มันบอกเรื่องราว มันบอกอดีต มันบอกการใช้ชีวิต” สิ่งที่อาจารย์ขาบทำกับบ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่การเก็บอดีตไว้บนหิ้ง แต่เป็นการพาเรื่องราวเหล่านั้น เดินทางต่อไปในบริบทของปัจจุบัน บ้านหลังเดิมตรงนี้ ยังคงถูกใช้งานและยังคงมีชีวิต

พื้นที่ชื่นชีวา
หลายพื้นที่ถูกมองผ่านเรื่องความสวยงาม ด้วยความคิดว่าเพียงสิ่งที่เป็นอยู่ก็ทำหน้าที่ของมันได้เพียงพอ จนลืมไปว่า บรรยากาศ ความรู้สึก และความพร้อมในการต้อนรับ คือสิ่งที่ไม่ควรถูกละไว้ข้างหลัง โรงพยาบาลโซ่พิสัย ยืนอยู่คู่ชุมชนมากว่า 40 ปี ทำหน้าที่ดูแลผู้คนในพื้นที่มาตลอด วันเวลาควรจะทำให้อาคารหลายส่วนเก่าลงตามสภาพ แต่ภาพในวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น สีสันในเฉดม่วงและเขียวผสานกับความศรัทธาเรื่องพญานาคของผู้คนริมโขงได้กลายเป็นงานกราฟฟิตีที่แทรกอยู่ตามกำแพงโรงพยาบาล ทำหน้าที่คลี่คลายความหดหู่ของพื้นที่และเยียวยาความรู้สึกของผู้คนควบคู่ไปกับการรักษาทางกายภาพ
“เราต้องการลบภาพความเก่าออก ซึ่งถ้าเราเอาทาสีทับอย่างเดียวมันก็ดูว่าง หรือถ้าเราจะเปลี่ยนรื้อแล้วทำใหม่เลยก็ไม่มีงบประมาณ” เมื่อนายแพทย์สุรพงษ์ ลักษวุธ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลโซพิสัย พร้อมโจทย์สำคัญที่ต้องการซ่อมแซมอาคารที่เสื่อมไปตามกาลเวลา

คุณหมอมีความตั้งใจจะปรับปรุงอาคารของโรงพยาบาลแต่ยังคิดไม่ตกว่าจะทำแบบไหนดี จนกระทั่งได้พบเห็นงานกราฟฟิตีบนอาคารโรงพักหลังเก่าของสถานีตำรวจภูธรโซ่พิสัย ภาพของพื้นที่ราชการที่ถูกปรับให้ดูสดใสและน่าเข้าใกล้ ทำให้เขาเริ่มคิดว่า โรงพยาบาลเองก็น่าจะทำได้ในลักษณะเดียวกัน ช่วงเดียวกันเองคุณหมอก็มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ขาบ แนวคิดเรื่องการสร้าง Healing Environment ด้วยศิลปะจึงถูกนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลพิจารณา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากการทุบตึกหรือการเทงบก้อนใหญ่ หากเริ่มจากกลุ่มเด็ก ๆ จากกรุงเทพฯ ที่มีใจอาสา ใช้เวลาว่างมาระดมไอเดียและลงมือเพนต์กำแพงตามจุดต่าง ๆ ของโรงพยาบาล โดยมีผู้ปกครองบางส่วนช่วยสนับสนุนค่าวัสดุและอุปกรณ์ ก่อนที่แรงมือของเด็กในพื้นที่และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีจะเข้ามาผสาน จนกำแพงเก่าค่อย ๆ มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ศิลปะที่เยาว์ชนออกแบบแนวคิดด้วยการใช้ “พญานาค” เสมือนตัวแทนของความศรัทธา การคุ้มครอง และสายใยระหว่างผู้คนกับสายน้ำ ส่วนสีม่วงและเขียวคือการผสานอัตลักษณ์ของพื้นที่เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จนกำแพงโรงพยาบาลตั้งแต่ทางเข้าโรงพยาบาลไปจนถึงหน้าห้องตรวจ ห้องเอกซ์เรย์ ห้องคลอด ลวดลาย สีสัน และเรื่องราวถูกคุมโทนอย่างตั้งใจ กลายเป็นพื้นที่ให้จิตใจได้ผ่อนคลายและลดความตึงเครียดของผู้มาเยือนก่อนก้าวเข้าสู่กระบวนการเยียวยารักษาตามการแพทย์แผนปัจจุบัน

แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ จากกลุ่มเด็กจิตอาสาในวันแรก ค่อย ๆ ขยายผลไปสู่การมองพื้นที่ทั้งโรงพยาบาลด้วยสายตาใหม่ คุณหมอผู้อำนวยการเริ่มทยอยใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ปรับปรุงทีละจุด ทีละมุม และเริ่มทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นบ้านหลังหนึ่งที่น่าอยู่สำหรับเจ้าหน้าที่และแขกผู้ใช้บริการ “คนป่วยไม่จำเป็นต้องกินแกงจืดข้าวต้มอย่างเดียว บางวันเราก็ทำข้าวมันไก่ ทำสปาเก็ตตี ให้มีความหลากหลายบ้าง เพื่อเพิ่มสีสันแล้วก็กระตุ้นความอยากอาหารนะครับ” การปรับปรุงโรงครัวครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปรุงอาหารในแต่ละวันอีกต่อไป พื้นที่เดียวกันถูกใช้เป็นโซนสาธิตสำหรับญาติและผู้ป่วยที่ต้องดูแลเรื่องโภชนาการเป็นพิเศษ รวมถึงรองรับการเข้ามาเรียนรู้และดูงานของผู้บริหารจากพื้นที่อื่น ที่ต้องการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับที่อื่น ๆ ต่อไป

พื้นน่ามองมักดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าไปใกล้ นอกจากโรงพยาบาลแล้วยังมีสำนักสงฆ์อัคคธัมโม บ้านหนองนาคำ-โนนโพธิ์ศรี ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย ค่อย ๆ ปรับพื้นที่จากป่าช้าชวนให้หวาดกลัวกลายเป็นสถานที่ที่เปิดรับผู้คนจากภายนอกเดินเข้ามาหา บริเวณสำนักสงฆ์มีไหสลับสองสีที่คุ้นเคยเรียงต่อกันเป็นแนวทางเดินจนไปถึงลานกิจกรรม บริเวณนี้เรียกสวนธรรมพันไห ไหนับพันไม่ได้ถูกซื้อมาใหม่ แต่เป็นของเก่าของชาวบ้านที่พระมหาเอกชัย พระอาจารย์ของเจ้าสำนักสงฆ์อัคคธัมโมได้ขอบิณฑบาตมาใช้ปรับพื้นที่ให้สวยงามแบบมีศิลปะชวนให้ชาวบ้านรู้สึกว่า “ของเก่าของเรา” ยังมีคุณค่า และมีความผูกพันกับสำนักสงฆ์ในฐานะผู้ร่วมสร้างความน่ามอง และดึงดูดให้ผู้คนภายนอกเข้ามาเที่ยวสถานที่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ถิ่นฐานหล่อเลี้ยงชีพ
ค่าของบ้านอยู่ที่เรามองเห็น “เฮาเฮ็ดแล้วเฮาก็มีความสุข เฮาได้เฮ็ด แล้วหม่องนั้นก็เป็นตานั่ง หม่องนี้ก็เป็นตานั่ง” ป้ากระรอก-สุภาวดี แสนจำปา หนึ่งในเจ้าของบ้านทำคล้ารับแนวคิดอาจารย์ขาบมาปรับปรุงบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์คล้าร่วมสมัย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงบ้านครั้งใหญ่ เธอยอมทุบผนังบ้านบางส่วน เปลี่ยนสี ตกแต่ง และจัดระเบียบพื้นที่ใหม่ ให้บ้านทั้งหลังเล่าเรื่องงานคล้าที่ทำอยู่ทุกวัน เช่นเดียวกับแนวคิดของพิพิธภัณฑ์มีชีวิต และค้นพบว่าการหาเงินได้จากการเปิดบ้านรับนักท่องเที่ยว ทำได้ดีกว่าที่เคยดิ้นรนไปออกบูธขายงานฝีมือทำคล้าตามงานต่าง ๆ “เฮาเกิดรายได้แม่นบ่ เกิดรายได้เป็นเรื่องบันดาลใจให้คนรอบข้างเขาลุกขึ้นมาสู้ มาขายตัวตน บ่แม่นว่าถ้ามันบ่เสี้ยงทีเดียว เฮาก็ยังได้ขาย ก็อยากให้เขาลุกขึ้นมาสู้แบบเดียวกัน ทำบ้านให้สะอาดสะอาด” ป้ากระรอกเริ่มต้นและอยากให้คนอื่นทำบ้าง เพราะคนในละแวกบ้านก็ประสบปัญหาเดียวกัน

พี่ไก่ต็อก–สุรีย์รัตน์ ศรีพรหม เลือกกลับมาที่บ้านไทยเจริญ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อดูแลครอบครัว เธอลองทำปศุสัตว์อย่างที่ใครหลายคนทำ แต่ก็พบว่ายังไม่ใช่คำตอบ ระหว่างนั้นความถนัดด้านงานฝีมือในวัยเด็กก็ค่อย ๆ กลับมาอยู่ในความคิดอีกครั้ง “เราลองปรับเปลี่ยนความคิด ดูสิ่งต่างต่างจากจากในอินเทอร์เนต เจอกับอาจารย์ขาบ ค่อย ๆ เรียนรู้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาซัพพอร์ต ก็เลยเกิดอาชีพคราฟต์” เธอเริ่มต้นทำงานคราฟท์เล็ก ๆ อย่างพวงกุญแจ ก่อนที่จะเริ่มขยับไปทำกระเป๋า และเสื้อผ้า ฟังดูเหมือนอาจจะธรรมดา แต่ชิ้นงานที่ออกมาถูกสอดแทรกด้วยทุกอย่างที่เป็นบ้านของเธอ เริ่มจากปลาบึก ยักษ์ใหญ่แห่งแม่น้ำโขง ก่อนจะต่อยอดเป็นปลาช่อนปิ้ง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาคับขัน ปีนั้นน้ำท่วมรอบบ้าน เธอยืนมองน้ำอย่างท้อแท้ จนเห็นปลาช่อนว่ายผ่านกันเป็นกลุ่ม จึงชวนแม่ลองเย็บเป็นตุ๊กตาปลาวางบนเตาไฟและได้รับการตอบรับค่อนข้างดีในโซเชียลเน็ตเวิร์ก

“แรงเราเริ่มน้อยลงแล้ว พอทำงานแบบนี้ก็เพลินดี” แม่พูดไป แต่มือก็ยังคงเย็บตุ๊กตาทีละชิ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง จากงานรับจ้างใช้แรงในวันวาน วันนี้มือคู่นั้นเปลี่ยนมาใช้ฝีมืออย่างใจเย็น และบ้านหลังเดิมก็กลายเป็นพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงทั้งงาน ชีวิต และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไปพร้อมกัน พี่ไก่ต็อกสร้างอาชีพและเติบโตที่บ้าน เธอได้ตื่นมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ ลูก สามี และผู้คนรอบตัวในทุก ๆ วัน บางทีความเรียบง่ายเช่นนี้ก็คือความสุขที่ทุกคนใฝ่หามัน และเธอก็ทำสำเร็จเสียด้วย

อีกฟากของถนนที่บ้านสะง้อ หัตถกรรมท้องถิ่นอันเป็นภูมิปัญญาของชุมชนคือ การทอผ้าขาวม้า ป้าสมพร แสงกองมี แห่งดารานาคี เคยทำผ้าขาวม้าสีเคมี และเธอก็พบว่าในตลาด ผ้าขาวม้าทุกผืนดูไม่ต่างกัน ไม่มีเอกลักษณ์ และยากจะยืนอยู่ได้ในระยะยาว “ป้าก็ต้องมาหาคนรู้กับคนเฒ่าคนแก่ที่มีชีวิตอยู่” นี่คือคำตอบที่เราถามว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าโคลนแม่น้ำโขงย้อมผ้าได้ ป้าสมพรเริ่มออกตามหาความรู้จากผู้เฒ่าในชุมชน ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าในอดีตใส่เสื้อผ้ากันอย่างไร “เขาทอผ้าขาวแล้วก็ไปหมักด้วยเปลือกไม้ หมักโคลน คือทอเป็นผืนแล้วนำไปปักขี้เลนแล้วเอาไม้ไปเสียบไว้จองว่าเป็นของคนนี้คนนั้น” “ป้าสมพรเล่าตามที่ได้ฟังมา พร้อมกับถามต่อว่าโคลนจากบ่อไหนจึงใช้ได้ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า เธอเริ่มทดลองนำโคลนจากหลายบ่อมาหมักผ้า ก่อนจะพบว่า มีเพียงบ่อเดียวเท่านั้นที่ให้สีและคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ
สีโคลนแม่น้ำโขงผสมกับเปลือกไม้ออกเป็นเฉดสีเทา เข้มอ่อนขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง

“เชื่อไหมจากผ้าขาวม้าผืนละ 80 บาท พอกลับมาเปลี่ยนเอาผ้าหมักโคลนไปขาย ล็อตแรกได้ผืนละ 500 บาท” คุณป้าพูดถึงความแตกต่าง
ผ้าหมักโคลนแม่น้ำโขงนับตั้งแต่วันนั้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผืนผ้า ป้าสมพรค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การออกแบบและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า จนถึงปีที่ 10 มีสมาชิกรวมกลุ่มช่างทอหลายสิบคน และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม “ลูกค้าสั่ง เพราะเขาเห็นว่ามันปลอดภัย น้ำที่ใช้ย้อมก็ไม่ต้องทิ้ง เอาไปรดน้ำต้นไม้ได้” เธอสรุปถึงคุณค่าที่ไม่ได้อยู่แค่บนผืนผ้า หากยังหล่อเลี้ยงผู้คนและผืนดินฝั่งแม่น้ำโขงตรงนี้ไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มจากการละทิ้งสิ่งเดิม หากเริ่มจากการมองบ้านด้วยสายตาใหม่ เพราะการเลือกเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งรากเหง้า ก็คือการมองเห็นบ้านอย่างมีคุณค่า และปล่อยให้บ้านหลังนั้นพาเราก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

ส่งต่อชีวิตใหม่
บ้านสร้างชีวิตให้เติบโต วัดศรีสามัคคีธรรม ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล คือบ้านหลังหนึ่งที่อุ้มชูและดูแลเด็ก ๆ ให้เติบโตอย่างมั่นคง
พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีสามัคคีธรรม ถูกญาติโยมนิมนกลับมาเพื่อพัฒนาวัดบ้านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2561 ในช่วงแรก วัดยังมีสภาพเหมือนวัดป่า แต่ไม่นานนัหลังจากที่พระอาจารย์เข้ามาวัดก็ได้ที่พึ่งสำคัญของชุมชน “พระอาจารย์เป็นลูกหลานบ้านนี้เนาะ แล้วทีเนี้ยมีแนวคิดว่านอกเหนือจากที่เราบวช สอนหนังสือเณร รับดูแลเณร รับดูแลเด็กเปราะบางเนี่ยมีความฝันในใจว่าอยากจะช่วยให้ชุมชนได้เกิด” พระอาจารย์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความตั้งใจ

ท่านสนับสนุนให้เณรและเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ควบคู่ไปกับความตั้งใจที่จะผลักดันให้วัดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกัน ทว่าการจะขยับบทบาทของวัดไปถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องของรายได้หมุนเวียนเพื่อดูแลเด็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ก่อนหน้านี้ พระอาจารย์เคยทำกระปุกออมสินลายการ์ตูนน่ารักแจกให้เด็ก ๆ ที่มาบวชเณรในช่วงฤดูร้อนอยู่แล้ว ท่านจึงเริ่มคิดต่อว่า หากกระปุกออมสินสามารถต่อยอดเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ได้จริง รายได้นั้นก็อาจกลายเป็นทุนการศึกษา ค่าอาหารกลางวัน และค่าใช้จ่ายจำเป็นต่าง ๆ ให้กับเณรและเด็ก ๆ ที่วัดดูแลอยู่
“พระอาจารย์เคยคิดจะเก็บเงินซื้อวัว 5 ขา มาเลี้ยงในวัดเพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวมา” พระอาจารย์ยังไม่ได้ทำเช่นนั้นก็เกิดเจอกับอาจารย์ขาบระหว่างทาง “โยมขาบบอกว่า บึงกาฬเนี่ย มันเป็นเมืองที่อยู่แม่น้ำโขง ถ้าเราไม่เล่นเกี่ยวกับพญานาค ก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดหรือยั่งยืน” พระอาจารย์เล่าถึงบทสนทนาสำคัญที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของวัด เมื่อกลับไปที่วัด พระอาจารย์ลองชวนเณรมาวาดภาพพญานาคในจินตนาการ เด็กแทบทุกคนเลือกวาดพญานาคในมุมด้านข้าง ลำตัวยาวเหมือนงูเลื้อย เว้นไว้เพียงภาพเดียวที่วาดพญานาคในมุมด้านหน้า มีหัวพญานาคและหางสั้น ๆ

พระอาจารย์เอาภาพนั้นคุยกับอาจารย์ขาบ แล้วออกแบบใหม่จากกระดาษวาดรูปแผ่นนั้น ตัดทอดรายละเอียดดีเทลบางส่วน เหลือลายเส้นที่เรียบง่าย มีหงอนเล็กน้อย และมีหางแต่พองาม “‘นาคกี้’ เติมเต็มวัดพระอาจารย์ทุกมิติเลย เด็กเยาวชนได้เรียนมีค่าอาหาร มีทุนการศึกษา ได้จ้างงานชุมชน หน่วยงานราชการหรือชุมชนใกล้เคียงก็มีโอกาสได้นําสินค้ามาขาย นี่คือพระอาจารย์มองว่า มันครบในคําว่า ‘พญานาค’” พระอาจารย์บอกว่า“ถ้านักเรียนมีอาชีพที่พอจะเลี้ยงตัวเขา เลี้ยงครอบครัวเขาได้ อันนั้นคือความมุ่งหมายของพวกเราครับ” ครูกรณพัฒน์ วงษ์รินยอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนสูงสุขสมบูรณ์ อธิบายถึงแนวคิดของโรงเรียน และการส่งเสริมให้เด็กทำออมสิน “กาเซ” กาเซคือเรื่องเล่าของอำเภอเซกา ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์จนสัตว์นานาชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ วันหนึ่งมีเนื้อทรายล้มตาย สัตว์ป่าตัวอื่นทยอยเข้ามารุมกิน แต่ก็ยังเหลือซากเป็นอาหารของกาที่บินมากินแล้วอิ่มจนบินเซ

ครูกรณพัฒน์ ใช้วิธีเดียวกันกับ พระมหาศรายุทธ อคฺคธมฺโม ในการเล่าเรื่องอำเภอเซกาผ่านกระปุกออมสินที่ทำโดยเด็ก ๆ พร้อมทั้งปรับพื้นที่และทาสีให้โรงเรียนที่รับแนวคิดมาจากโซ่พิสัย
“ทุกวันเนี้ยอาชีพมันมีเยอะแยะ มันไม่จําเป็นต้องไปปิดล็อกอยู่แค่นั้น” ครูกรณพัฒน์เล่าติดตลกว่าเด็กนักเรียนที่นี่มักจะกลับบ้านไปด้วยความมอมแมมเหมือนไปทำงานก่อสร้างเพราะต้องทำกระปุกออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ด้วยศิลปะ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ได้รับค่าตอบแทนต่อตัวคนละ 20 บาท ในการช่วยกันทำชิ้นงาน การทำ “กาเซ” ไม่ใช่แค่การฝึกอาชีพเด็ก ๆ แต่เป็นการทำให้ชื่อของอำเภอมีตัวตน มีภาพจำ และมีเรื่องเล่า เด็กนักเรียนไม่ได้แค่ปั้นกระปุกออมสิน แต่กำลังช่วยกันเล่าว่า เซกาเป็นที่ไหน มาจากอะไร และมีคุณค่าอย่างไร “ลดการออกไปข้างนอกให้เราสร้างข้างในเราให้มันดึงดูดคนมาให้ได้ครับ ให้เขาเข้ามาหาเราแล้วเราจะไม่เหนื่อย”นอกจากนั้นการพัฒนาพื้นที่โรงเรียนเป็นที่พักผ่อน น่าอยู่ น่ามอง การมาเที่ยวในโรงเรียนถือเป็นเรื่องยินดี เขาอยากให้โรงเรียนเป็นตัวแทนของชุมชน ครูกรณพัฒน์หวังว่าโรงเรียนแห่งนี้จะเป็นต้นแบบให้คนในชุมชนเอาไปต่อยอดเอาสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าไปเพิ่มคุณค่าผ่านการปรับวิธีคิดและมุมมองต่อมันเสียใหม่ ตัวกาเซและนาคกี้ต่างก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า สิ่งใกล้ตัวสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตให้เติบโตได้โดย หากหันกลับมามองสิ่งที่มีอยู่อย่างเข้าใจและให้คุณค่า

การเลือกเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งรากเหง้าไม่ใช่การถอยหลัง หากเป็นการยืนให้มั่นบนพื้นที่ของตัวเองด้วย แล้วค่อย ๆ เติบโตในแบบที่เราเป็น