#เที่ยววัฒนธรรม

สงขลา-ปัตตานี แผ่นดินสองฝั่งลม

อดุล ตัณโกศัย เรื่องและภาพ

 

แสงอรุณแตะยอดโดมของมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา หรือ “มัสยิดคลองแห” อย่างอ่อนโยน ผืนน้ำสีน้ำเงินนิ่งสนิทจนเหมือนถูกขัดด้วยมือช่าง ลมเช้าพัดกลิ่นชื้นของสายน้ำจากคลองแหให้ลอยเข้ามาเบา ๆ เสียงอาซานแรกของวันกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบ ความเงียบแบบที่ภาคใต้ตอนล่างเท่านั้นจะมอบให้ได้ มัสยิดคลองแหเป็นดั่ง “ประตูแห่งศรัทธา” ของเมืองสงขลา ทั้งศรัทธาของผู้มาเยือนและผู้คนท้องถิ่นที่ผูกชีวิตกับเมืองชายทะเลตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ โดมสีทองที่รับแสงเช้าเหมือนภาชนะสว่างใสคอยเก็บแสงไว้ให้ผู้คนเดินผ่านได้อุ่นใจขึ้น เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่หลอมรวมวัฒนธรรม คนจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว มลายู พุทธ มุสลิม ให้กลายเป็นวิถีเดียวกันอย่างแนบเนียน

สงขลาเมืองเก่า รากเหง้าจีนในสายลมอ่าวไทย
จากมัสยิด มุ่งหน้าถนนนครใน-นครนอก ที่ยังคงงดงามแบบไม่เสแสร้ง บ้านไม้จีนเก่าแก่ยังตั้งอยู่เคียงคู่ร้านกาแฟโบราณ และเมื่อเดินผ่านตรอกซอกซอย แสงแดดเช้าสะท้อนกระเบื้องลายครามบนผนังบ้านเก่า ทำให้เห็นร่องรอยของการเดินทางยาวนานของชุมชนจีนโพ้นทะเลที่มาแตะฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่สมัยเรือสำเภา ชายชราคนหนึ่งนั่งกำลังกรีดมีดซ่อมอวนอยู่หน้าบ้าน เขาเป็นลูกหลานชาวจีนฮกเกี้ยน แต่พูดไทยใต้ได้คล่องจนคนต่างถิ่นไม่มีวันรู้ว่าเขามีเชื้อสายจากดินแดนไกลโพ้น “สงขลาอยู่กับทะเลมาตลอด พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ตั้งแต่พ่อแม่ ปู่ย่า ไม่มีแบ่งหรอกว่าใครเป็นอะไร ทะเลนี่แหละที่สอนให้คนหายใจพร้อมกัน”
คำว่า “หายใจพร้อมกัน” ยังติดหูอยู่ตลอด จนถึงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ที่ตั้งแนบกับผืนน้ำกว้างใหญ่ ภาพเรือกรรเชียงหาปลาเก่า ๆ จอดเรียงผูกเชือกกับหลักไม้ บางลำสีลอกจาง บางลำเพิ่งทาสีใหม่ เป็นภาพความซื่อสัตย์ของแรงงานที่ผูกชีวิตกับผืนน้ำ เป็น “ความรู้สึกแบบภาคใต้” ที่ไม่ใช่ความรีบร้อน แต่เป็นความนุ่มนวลที่ซ่อนความเข้มแข็งไว้ข้างใน ผู้คนที่นี่ไม่ได้มองทะเลแค่เป็นแหล่งหาเลี้ยงชีพ หากเป็นพื้นที่ที่สอนให้รู้จักจังหวะชีวิต จังหวะที่ฟังเสียงลม ฟังเสียงน้ำ และฟังเสียงหัวใจของตัวเอง

ลงสู่ผืนแผ่นดินปัตตานี ศรัทธาที่เรียบง่ายและงดงาม
จากฝั่งสงขลาไปยังปัตตานี เมืองที่มีเรื่องราวสืบเนื่องกับทะเลและศรัทธามาอย่างยาวนาน เรือกอและหัวเรือโค้งสูงลายสีสด แดง คราม เหลือง ตั้งเรียงรายอยู่ในอ่าวปัตตานีเหมือนฝูงนกทะเลกำลังกางปีกยามพัก แต่ละลำสลักลวดลายมลายูประณีตจนแทบเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ ลายเส้นหัวเรือที่ตั้งเด่นตัดฉากหลังทะเลสีฟ้าอ่อน พลางนึกถึงความหมายลึกซึ้งของมัน ศิลปะบนหัวเรือกอและเป็นทั้งความเชื่อ การปกป้องคุ้มครอง และความภาคภูมิใจของช่างไม้มลายูที่สืบต่อฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น เป็นร่องรอยของคนที่ใช้วิถีทะเลบอกเล่าเรื่องราวชีวิตโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย แสงแดดสะท้อน “มัสยิดกรือเซะ” โบราณสถานสำคัญของปัตตานี ทำให้เห็นความงามแบบเรียบ ๆ ของอิฐแดงที่ผ่านลมทะเลมาไม่รู้กี่ฤดูกาล ศรัทธาที่นี่ไม่เร่งรีบ ไม่อึกทึก แต่ลึกและแน่นเหมือนลมหายใจของคนที่ยืนอยู่กับผืนดินของบรรพชน ในตลาดเช้าปัตตานี ผู้หญิงมลายูในคลุมฮียาฟเดินเลือกปลากุเลาสดเคียงข้างเถ้าแก่ร้านของแห้งเชื้อสายจีน เสียงพูดคุยทั้งไทยใต้ จีน และมลายู สลับกันอย่างไม่มีเส้นแบ่ง นี่คือภาพจริงของภาคใต้ตอนล่าง ภาพที่เรียบง่ายกว่าทุกความเข้าใจจากคนไกลมากนัก

แผ่นดินที่สอนให้ “อยู่ร่วมกัน”
เมื่อหันกลับมามองการเดินทางตั้งแต่มัสยิดคลองแห สู่เมืองเก่าสงขลา ทะเลสาบ และชายฝั่งปัตตานี ฉันพบว่าภาพหนึ่งที่คอยปรากฏซ้ำ ๆ คือ “ความสงบงามของผู้คน”
ความสงบที่ไม่ได้เกิดเพราะไร้ความต่าง แต่เกิดเพราะผู้คนรู้จักอยู่ร่วม รู้จักแบ่งปันน้ำใจแบบไม่โอ่อ่า เหมือนเรือของชาวประมงที่กำลังเทียบท่านิ่ง ๆ ยามเย็น เหมือนเสียงอาซานที่ดังเคล้ากับเสียงเรือกอและ เหมือนรอยยิ้มอาย ๆ ของเด็กชายชาวปัตตานีที่ช่วยพ่อซ่อมอวนตอนตะวันคล้อยต่ำ
แสงเย็นสุดท้ายของวันตกลงบนทะเลสาบสงขลาเป็นประกายสีทอง ก่อนจะแผ่วลงอย่างนุ่มนวล หากยืนมองผืนน้ำแล้วรู้สึกว่าแผ่นดินใต้กำลังเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องของผู้คนสองฝั่งลมที่ต่างเติบโตจากทะเล เรื่องของศรัทธาที่ผูกความงามให้เมืองสะท้อนแสงเป็นประกายเงียบ ๆ และเรื่องของชีวิตที่รู้จักจังหวะที่ไม่ต้องเร่งรัดอะไรเลย
สงขลาและปัตตานีจึงไม่ใช่เพียงจุดหมายท่องเที่ยว แต่เป็นบทเรียนของการ “อยู่ร่วมกันอย่างอ่อนโยน” เป็นแผ่นดินที่สอนให้เราหายใจช้าลง และมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเดิม

20/01/69 เวลา 08:23 น.