#เที่ยวทะเล

ทริปที่ประทับใจที่สุด บางครั้งกลับไม่มีแม้แต่ภาพถ่ายให้ย้อนดู แต่ก็ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม

เรื่อง : ลภัสรดา แพรเถา (ร้อยแก้ว เลี้ยงลูกสุดเหวี่ยง)
ภาพ : ลภัสรดา แพรเถา/ เนตรนภา วงษ์วิรัต

ทริปตามหา แพลงก์ตอนเรืองแสง กลางทะเลอันดามันครั้งนี้ เป็นหนึ่งในทริปที่ร้อยแก้วประทับใจที่สุด ตั้งแต่เคยเดินทางมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลจริงๆ นานถึง 2 วัน 1 คืน ได้ผจญภัย ได้ลองอะไรใหม่ๆ และได้เห็นความสวยงามที่ไม่สามารถถ่ายรูปเก็บไว้ได้เลย การเดินทางครั้งนี้ ร้อยแก้วมากับ John Gray Sea Canoe เราเริ่มต้นที่จังหวัดภูเก็ต ลงเรือที่อ่าวปอ เรือเป็นเรือสองชั้นลำใหญ่ มีพี่ๆ เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารอร่อยทุกมื้อ เพราะมีพ่อครัวแม่ครัวลงเรือมาด้วย บนเรือมีทั้งห้องน้ำและไวไฟ ทำให้รู้สึกพร้อมและตื่นเต้นตั้งแต่ยังไม่ออกเรือ

จุดแรกที่ร้อยแก้วแวะคือ เกาะพนัก จังหวัดพังงา พายเรือแคนูลอดถ้ำเข้าไปยังลากูนด้านใน ทางเข้าถ้ำเพดานต่ำมาก ต้องนอนราบไปกับเรือ ช่วงเวลาที่เข้าถ้ำได้ต้องเป็นช่วงน้ำลงเท่านั้น พอลอดถ้ำเข้าไป ร้อยแก้วรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ด้านในเงียบ สงบ น้ำตื้น และสวยมาก ร้อยแก้วลงเล่นในลากูน และมีช่วงหนึ่งที่ไกด์ให้ทุกคนเงียบ นอนฟังเสียงธรรมชาติ ตอนนั้นรู้สึกเบา สบาย และใจนิ่งแบบที่ไม่ค่อยได้รู้สึกในชีวิตประจำวันและเผลอหลับไปด้วย จากนั้นเราไปต่อที่ เกาะค้างคาว ถ้ำนี้มืดสนิทและมีค้างคาวอาศัยอยู่เยอะมาก พอส่องไฟขึ้นไปเห็นค้างคาวห้อยหัวเรียงกันเต็มเพดานถ้ำ ดูเหมือนงานศิลปะเลยทีเดียว พอพายเรือออกจากถ้ำก็จะเจอลากูนอีกแห่ง ที่นี่มีลิงอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ พี่ไกด์ย้ำว่าห้ามให้อาหารเด็ดขาด เพื่อไม่รบกวนชีวิตของสัตว์ เค้าสามารถหากินได้เองตามธรรมชาติ

ร้อยแก้วได้เห็นปลาตีนเกยตื้น น่ารักมาก ช่วงเย็น เรากลับขึ้นเรือมาทำกระทง เพื่อเตรียมไปลอยที่ เกาะห้อง จังหวัดกระบี่ ทุกคนนั่งรวมกันที่หัวเรือ ลมทะเลเย็นๆ กับฟ้าสีส้ม บรรยากาศอบอุ่นและสนุกมาก ประมาณสามทุ่ม ร้อยแก้วพายแคนูเข้าไปในลากูนของเกาะห้อง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการชมแพลงก์ตอนเรืองแสง เพราะต้องเป็นเวลาที่มืดสนิท ไม่มีแสงรบกวน พอเอามือแตะน้ำทะเล จะมีแสงระยิบระยับขึ้นมาทันที เหมือนเรามีมนต์วิเศษ แพลงก์ตอนเหล่านี้เก็บแสงจากตอนกลางวันและปล่อยแสงออกมาในตอนกลางคืนเพื่อป้องกันตัวเองสวยมากจนร้อยแก้วไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เหมือนของจริงที่เห็นด้วยตัวเอง ร้อยแก้วได้ลงไปเล่นน้ำกับแพลงก์ตอนในลากูนที่มืดสนิท กล้องไม่สามารถถ่ายภาพหรือวิดีโอได้เลย เพราะแค่มีแสงนิดเดียว แพลงก์ตอนก็จะหายไป ถึงจะไม่มีรูปถ่ายแต่ร้อยแก้วได้ใช้เวลากับความสวยงามนั้นเต็มที่ขอพูดอีกครั้งว่าการถูกรายล้อมไปด้วยแพลงก์ตอนนั้นสวยมากและทำให้ร้อยแก้วมีความสุขมาก

หลังจากนั้น ร้อยแก้วพายแคนูไปนอนที่เกาะนอก เกาะที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีห้องน้ำ มีแค่เต็นท์และแสงตะเกียง ท่ามกลางแสงจันทร์และเสียงทะเล เป็นคืนที่เรียบง่ายแต่เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่สุด เช้าวันต่อมา หลังทานอาหารเช้า เราไปต่อกันที่ แหลมแตง ซึ่งเป็นเส้นทางพายเรือแคนูที่ยังไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ทุกลำจะมีเจ้าหน้าที่พายให้ ยกเว้นร้อยแก้วที่ขอพายเอง ตอนแรกก็หวั่นใจกลัวจะหมดแรงซะก่อน แต่ก็ฮึบเพราะอยากทำอะไรที่ท้าทาย เส้นทางยาวไกล ผ่านป่าโกงกาง บางช่วงติดดินเลน ขากลับพายทวนน้ำเหมือนจะไม่ไหว ปะป๊าบอกจะมาพายให้ แต่ “บังสมาน” ลุงไกด์บอกว่า ร้อยแก้วพายมาได้ขนาดนี้แล้ว อยากให้ทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง อีกนิดเดียวก็จะชนะเป้าหมายตัวเองแล้ว อย่าให้ความพยายามที่ผ่านมาเสียเปล่า ร้อยแก้วได้ยินแบบนี้ก็สู้ ค่อยๆพายเลาะหน้าผา หลบคลื่นจนมาถึงเรือใหญ่ด้วยตัวเอง บังสมานบอกว่า ทริปนี้จะเป็นทริปแห่งความทรงจำที่สวยงามและภูมิใจไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นแบบนั้นจริงๆค่ะ

 

ทริปนี้สอนให้ร้อยแก้วรู้ว่า การเดินทางไม่ได้ให้แค่ความสนุก แต่ให้ความกล้า ความอดทน และความทรงจำที่ไม่มีวันลืม และบางความสวยงาม ก็ไม่จำเป็นต้องมีรูปถ่าย แค่ได้เห็นด้วยตาตัวเองก็เพียงพอแล้วค่ะ

 

10/02/69 เวลา 09:10 น.